An Orange is Nearly Setting

จำ จาก พราก พบ

Written By

a-gay-nymph | a gay nymph

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น พวกเขาดื้อดึง พยายามฉุดรั้งไม่ให้มันหลุดลอย

แต่เมื่อทั้งสองมองมันอย่างถี่ถ้วน กลับพบแต่ภาพฝันอันว่างเปล่า ที่ไม่เคยถูกเติมเต็ม

 กวีวัธน์, Tangerine เปล่า เปลือง เชื่อง ช้ำ (124)

-0-

       ถ้าคืนนี้ผ่านไปได้ เราเชื่อว่าอะไรต่ออะไรจะดีขึ้น

       เราเริ่มบทสนทนาในวันที่ 21 ตุลาคม วันที่เราได้ยินว่าจะมีเรื่องเลวร้ายและไม่คาดฝันเกิดขึ้น วันที่เราสั่นกลัว การอาบน้ำรวมไปถึงสายฝนทำให้นึกไปถึงอย่างอื่นไม่ได้นอกจากความรุนแรงที่ใครบางคนจัดแจงและจงใจให้มันเกิดขึ้นต่อคนจำนวนมาก เราสั่นกลัวตัวลีบ ย่นคอและพยายามเบือนใบหน้าออกจากข่าวสารที่รับทางโทรศัพท์ บทสนทนาของเราไม่ปะติดปะต่อ เราว่าอีกฝ่ายเองก็เช่นกัน เขาเองก็นั่งไม่ติดกับตัว กำลังคอยหมั่นตรวจสอบข่าวสาร เราเร่งตามคนรู้จักที่อยู่แถวที่เกิดเหตุ โทรตามหาเพื่อนในเขตขัณฑ์นั้น ยกโทรศัพท์ขึ้นตามหาพี่ที่ไปที่นั่น คนที่ยังไม่กลับมา และใครต่อใครอีกหลายคนที่ไม่คิดว่าจะมีเรื่องร้ายแรงขนาดไหนที่จะติดต่อไปหา จนกระทั่งเหตุการณ์ในวันนี้เกิดขึ้น

       คนหลายคนตามหาประชาธิปไตย ตามหาโอกาสใหม่ๆ ของชีวิต ที่จะได้เปลี่ยนแปลง เกิดใหม่ ได้รัก ได้บำบัดใคร่ บำบัดโศกของตน สลัดความชอกช้ำ และหมายจะขึ้นไปกำชัยชนะที่เราต่างเชื่อกันว่าไม่ได้ไกลกว่าที่เราฝัน เราไม่กลัวที่จะล้มลง แต่เราอาจจะกลัวมากกว่าถ้าหากเราจะไม่เหลือใครสักคนที่จะเดินไปด้วยกัน

       วันที่เราเริ่มพบปะและเจอกัน เราจำได้ว่าเราจูบกัน จำได้มากกว่านั้นคือเหมือนเรื่องราวของคุณหลั่งไหลมาพร้อมน้ำลายและกลิ่นกาแฟที่คุณดื่มก่อนขึ้นมาในห้อง มันเป็นห้องของคุณ (เพราะเราไม่มีห้องส่วนตัว) มันเป็นพื้นที่ของคุณ ที่เราเองก็สงสัยว่าคุณเปิดโอกาสให้เราเข้ามาโดยเชื้อเชิญหรือไม่ ไม่ทันจะได้คิดไปกว่านั้น เราก็เข้ามาเหยียบไปแล้ว รู้ตัวอีกที เราต่างรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน ภายในห้องของคุณ คุณปลดเปลื้อง เราเชื่องช้ำ คุณโศกระกำ เรารำพันร้องไห้ เราต่างสั่นไหวและกอดประโลมกันและกัน เสียงร้องไห้ค่อยๆ เหือดแห้งไปกับน้ำตาที่ไหลหลาก น้ำตาของเราสองต่างเป็นคราบกรัง และเมื่อมันไหลอีกครั้ง มันเหมือนการชะรอยของเก่า เป็นธารน้ำที่ไหลซ้อนทางน้ำเก่า คุณเล่ามันอีกครั้ง อีกครั้ง อีกครั้ง เราฟังมันซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ: ช้ำ ช้ำ ช้ำ

       คุณใส่เสื้อสีน้ำเงิน สีเหมือนสีคณะที่เราเรียน และสีที่เราเพียรจะหลีกเลี่ยงในสองสามวันที่ผ่านมา และเราเริ่มมีอะไรกันเมื่อฟ้าเป็นสีส้ม ห้องคุณเป็นสีขาว ดาวมากมายใกล้จะมาประชุมกันในอีกไม่ช้านี้ เราค่อยๆ ถอดออก… ทีละชิ้น ทีละเรื่อง ปลดเปลื้องอารมณ์ของกันและกัน คุณเล่าเรื่องของคุณ เราเล่าเรื่องของเรา คุณกระแทกกระทั้น เราตอดรับกลับไป เราดื่มด่ำและสูดลมเหงื่อไคล จนกระทั่งน้ำตาที่ไหลมารวมกัน ความโศกเศร้าอาลัย และความสุขสันต์ในดวงใจต่างหวนกลับมาหาเราอีกครั้ง

       เราร่วมรักกันในความหมายที่เราต่างเอารักของเรามาแผ่วางให้กันและกัน ร่วมกันทำให้รักของเรามาเจอกันอีกครั้ง ทั้งที่เราไม่ได้รู้จักกันไปมากกว่านี้

       เราวิงวอนถึงสันติภาพ ประชาธิปไตย และชัยชนะของประชาชน ไปพร้อม ๆ กับที่เราต่างร่ำไห้ให้กับอดีตแห่งรักที่เป็นดั่งรอยปักแทงของแสงดาบมากมาย

       น่าตลก และน่าเศร้าอดสูไปพร้อมกันที่ไม่ว่าความรักหรือประชาธิปไตย ก็ล้วนแล้วแต่มีรอยสักสลักปักของความเจ็บปวดด้วยกันทั้งนั้น

 

ก่อนหน้าบิ๊กแบงยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเวลา แต่ในเสี้ยวส่วนของวินาที t มีค่าเท่ากับศูนย์ หากแต่อย่าลืมว่าศูนย์ก็มีค่าในตัวมัน […] ใครหลายคนให้ความสำคัญกับช่วงเวลาก่อนการระเบิดและหลังการระเบิดของบิ๊กแบง หากแต่หลายคนหลงลืมช่วงเวลาเสี้ยววินาทีระหว่างการเกิดปรากฏการณ์ว่ามันมีสิ่งใดเกิดขึ้น (67-68)

 

       ไม่ใช่เพราะมันรวดเร็วเกินไป แต่เพราะเราไม่ได้มีภาษาที่เหมาะสมให้กับความหมิ่นเหม่ และล่วงเกินไปสู่ความเป็นอื่นแบบนั้น เราไม่มีคำที่บรรยายถึงการเปลี่ยนผ่านของความรู้สึก เราพูดได้แค่ก่อน และหลัง และเราพลั้งเผลอเลินเล่อที่จะไม่พูดถึงช่วงเวลากึ่งกลางของการเปลี่ยนแปลง ช่วงเวลาที่ไม่มีแม้แต่เวลา ช่วงเวลาที่แทบทุกอย่างใกล้จะเป็นเนื้อเดียวกัน ในครรภ์ของจักรวาล เราต่างมีจุดเริ่มต้นมาจากช่วงเวลาที่เท่ากับศูนย์นั้นด้วยกันทั้งนั้น

       ศูนย์ที่ไม่ได้ไร้ค่า ศูนย์ที่เหมือนกับศูนย์ทางคณิตศาสตร์และเลขอารบิก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เติมศูนย์เข้าไปในเลขหลักพัน เมื่อนั้นเรารู้ว่าค่าเกิดจากการไร้ค่า เราจะรับรู้ค่าของตัวเลขจากความไร้ค่าของตัวเลขที่มาต่อเติมท้ายเป็นใจกลาง ศูนย์ไม่ใช่การเริ่มต้น แต่เป็น “เสี้ยววินาทีระหว่างเกิดปรากฏการณ์” เป็นใจกลางที่เราพยายามปฏิเสธ และในชีวิตเราต่างมีศูนย์เป็นของตัวเอง, สูญเสีย ก็ว่า, สูญหาย ก็ใช่, สูญเปล่า ก็ได้, มันกลายเป็นปรสิตกัดกินความมีค่าในชีวิตหากเราไม่ได้โอบอุ้มและรับมันเข้ามาพิจารณาด้วยความใกล้ชิด มันเป็นโหว่วงกลางอกที่สูบกินเลือดเนื้อและพลังชีวิตเราออกไป ถ้าเราเลือกจะปกปิดมัน และไม่ลูบไล้มันในฐานะส่วนหนึ่งของร่างกาย

       เราจำเป็นต้องกลับไปหาโหว่วงนั้น โหว่วงของความเจ็บปวดที่ไม่ได้รับการพิจารณา เมื่อเราถูกยิงด้วยกระสุนของความรู้สึก เราจะไม่นึกเข้าไปรักษามัน แต่จะปกปิดมันและปล่อยให้แผลเน่าเสียหรือ บางคนทำแบบนั้นมาหนึ่งเดือน สองเดือน สามเดือน เรารู้จักบางคนที่ปกปิดรอยกระสุนโหว่วงนั้นนานกว่าเก้าปีจนกระทั่งเดินหน้ากลับไปหามัน เธอเรียกมันว่า มรสุมพายุฝน แต่สำหรับคุณ มันอาจจะเป็น ‘หลุมดำ’, “เริ่มขึ้นเมื่อเจ็ดปีก่อน” คุณว่าอย่างนั้น:

 

เขาเริ่มขุดลึกลงไปในตัวเองเพื่อพบหลุมลึก

เจ็ดปีมาแล้วที่ว่ายวนอยู่ในนั้น คุณก็รู้ ที่บางที่เข้าไปแล้วไม่ใช่นึกจะอยากออกมาก็ออกมาได้

เรื่องบางเรื่องไม่ใช่นึกอยากจะลืมก็ลืมได้ แรงดึงดูดของมันมหาศาลกว่าที่คิด (8)

 

       มันไม่ใช่คำถามที่ดีนักที่จะถามว่าคุณออกมาแล้วหรือยัง คำถามมันช่างไร้สาระ เราจะไปมัวสนใจแต่ “ก่อนการระเบิดและหลังการระเบิดของบิ๊กแบง” หรือ “ก่อนการขุดลึกลงไปเพื่อพบและหลังคลานเคลื่อนออกมาจากหลุมลึก” นั้นไปทำไม ทำไมเราจะไม่สนใจปรากฏการณ์ “การว่ายวนอยู่ในนั้น” บางทีคุณอาจจะออกมาแล้ว แต่เราก็อยากให้คุณพาเราไปสำรวจใหม่ คุณเปิดโอกาสให้เราเข้าไปท่องในความทรงจำของคุณมากเท่าที่คุณจะมอบให้ และเราพอใจกับมัน เราไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมากกว่านี้หากคุณไม่ต้องการ เพียงแต่เมื่อใดก็ตามที่คุณเล่าเรื่องของคุณออกมา มันอาจจะอดไม่ได้ที่เราจะเล่าเรื่องของเราบ้าง

       คุณไม่ได้เปิดโอกาสให้เราพูด และคุณอาจไม่ได้ยินเสียงของเรา บางทีเราก็เป็นเหมือนเพียงแค่นางเอคโค่ที่จะสะท้อนเสียงของคนรัก ทำได้เพียงทักหา แต่ไม่ได้มีคำพูดและวาจาของตัวเอง แต่บางทีพระผู้เป็นเจ้าก็ใจดีให้เราได้พูดความปรารถนาและความโศกของเรา แม้คุณจะไม่ยินยล แม้คุณจะไม่ได้รับฟัง ในห้วงอวกาศของร่างกายและการสัมผัสนี้ เราเป็นฝ่ายเข้าไปหาคุณตามที่คุณอนุญาต จากนั้นเราจะค่อยๆ เดินห่างออกจากกันและลาจากในวันถัดไป –– เราตกลงกันแบบนั้น

       คุณค่อยๆ ต้อนรับเราจากการที่เรานั่งลงบนตัก เราค่อยๆ โอบทำรักกันด้วยความเชื่องช้า จักรวาลต่างเต้นระบำตามทำนองท่วงท่าที่เราขยับไปมา ดวงดาวในนภาส่องแสงสุกสกาว แพรวพราวเพริศพริ้ม ระยิบระยับ ประดับเป็นมงกุฎของราชินีแห่งนิทราอย่างดวงจันทร์ เมื่อพ้นกลางวัน มาเป็นเวลากลางคืน นี่เป็นโอกาสที่เราจะได้ใกล้ชิดกับจักรวาลอันมืดมิดของเราสองคนอีกครั้ง อย่างที่เราตกลงกัน เราจะคอยตอบโต้เรื่องราวของคุณตามสมควร แต่เราจะคอยสวนด้วยเรื่องราวของเรา แม้คุณจะไม่ได้ฟัง แม้คุณจะไม่ได้ยิน

       เราแตะมือที่หน้าอกของคุณและเราสัมผัสเสียงหัวใจที่วิ่งเต้น เร็วบ้าง ช้าบ้าง แต่หนักหน่วง, มันกลายเป็นท่วงทำนองและเครื่องประกอบจังหวะของการเคลื่อนไหวแห่งจักรวาลในคืนนี้

1

       ความโดดเดี่ยวไม่ได้มาโดดๆ เราเชื่ออย่างนั้น ขณะที่เรานั่งอยู่คนเดียวเราอาจจะโดดเดี่ยวหรือเต็มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอิบก็ได้ ในอีกนัยหนึ่ง ขณะที่เรากอดก่ายกัน เราต่างอาจจะมีโลกอันรกร้างว่างเปล่าก็ได้เช่นกัน ไม่มีอะไรยืนยันว่าเมื่อเรามีปฏิสังสรรค์เราจะไม่โดดเดี่ยว สังคมอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่ได้ให้คำตอบเรา ผู้คนจำนวนมากไม่อาจเป็นเฉลยธรรมบัญญัติของการหลุดพ้นจากความเปล่าเปลี่ยวเดียวดายที่เราจะเผชิญได้

       ความโดดเดี่ยวมาผุดเกิดมาในใจในหลายรูปแบบ มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพยายามหาใครสักคนมาคอยเป็นเพื่อน เป็นคู่นอนข้ามคืน — อย่างที่คุณและอีกหลายคนเลือกใช้คำว่า ‘วันไนต์สแตนด์’ — หรือคนรักระยะยาว มันเป็นความเป็นไปได้หนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ความโดดเดี่ยวก็อาจมาจากการจากพรากจากคนรัก ความรัก ความสัมพันธ์ที่เคยมีมาก็ได้ มันเหมือนการจำเป็นต้องพายเรือเดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอน การผินหน้าออกจากสถานที่ที่ถูกสั่งให้จาก เหมือนอย่างนครโสดมและโกเมรา เมืองที่โลทและภรรยาถูกสั่งให้หันหน้าออกมา และภรรยาของโลท — ผู้ไร้ชื่อในบทปฐมกาล — กลายเป็นเสาเกลือเนื่องจากหันหน้ากลับไปหาความพังทลายและสถานที่ที่จำต้องหันหน้าออกโดยไม่อาจมองกลับไป มันอาจจะเป็นบทลงโทษของคนที่ยังโหยหาอดีต คนที่ไม่สามารถหนีจากความโดดเดี่ยวและการถูกทอดทิ้งได้ การเป็นเสาเกลืออาจไม่ได้หมายถึงความตาย แต่หมายถึงการถูกแช่ให้กลายเป็นสภาพใดสภาพหนึ่งอย่างถาวรและเป็นเช่นนั้นตลอดไป นางผู้ไม่สามารถเคลื่อนไปสู่อนาคตสมควรแล้วหรือแก่การถูกทำให้ไร้นาม? ไม่มีแม้แต่น้ำตา ไม่นำพามาซึ่งเสียงร้องไห้ มันเงียบเหงาเกินกว่าจะเปล่งเสียงอะไร มันไม่ได้อื้ออึงในลำคอ แต่เราต่างรู้กัน ในความเงียบงัน เราว่างเปล่า จากความเดียวดายนี้

       คุณอาจจะเล่าเรื่องคล้ายกัน ขณะที่เราเสพสมและต่างง่วงมุ่งต่อง่วนอยู่กับการปรนเปรอร่างกายของกันและกัน เราแตะไปยังผิวหนังของคุณที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและตัวอักษร แง่หนึ่งมันประกอบขึ้นจากความสัมพันธ์ และขณะเดียวกัน มันก็ก่อร่างในนามของความว่างเปล่าและช่องโหว่ของแต่ละความสัมพันธ์ไปด้วย มันมีรอยแยกแตกหาก ร่องแห่งความว่างเว้น รอยปริระหว่างร่างนั้น ที่ก็ควรแก่การถูกนับว่าเป็นหนึ่งของร่างนั้นร่างทั้งสองที่กำลังผสมกลมเกลียวกันอยู่ด้วย คุณนอนแผ่ และเราเข้าไปแตะต้องคุณ คุณมองใบหน้าของเรา ขณะที่นิ้วของเราเลื่อนไล้ไปตามแขนและหน้าท้อง ราวกับมันพยายามบอกเรื่องราวของคุณผ่านการสัมผัส คุณเริ่มปริปากออกเสียงร้องด้วยความชอบใจ ไปพร้อมกับเรื่องที่คุณอยากเล่าให้ฟัง

       เราอยากจะเริ่มด้วยเรื่องเล่าที่เราชอบเป็นอันดับแรกๆ เท่าที่คุณเล่าให้ฟัง เรื่องที่เราชอบมากขนาดที่ไม่ได้สนใจว่าคนที่คุณเอ่ยถึงจะชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร และคุณก็ไม่ได้ให้ชื่อ จำได้ว่าหนึ่งในพวกเขาอ่านหนังสือ ความไม่เรียบของความรัก นิยายญี่ปุ่น และคุณบอกว่าสิ่งที่คุณจำได้มันไม่ราบเรียบนัก มันอาจจะผิดจังหวะ ผิดเวลา คนสองคนที่เจอกันในเวลาที่ไม่เหมาะสม มักนำไปสู่จุดจบที่รวดเร็ว เจ็บมากเจ็บน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง เราจำได้ว่าคุณพูดว่า:

 

เราคิดว่าช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกัน เราออกจะเข้ากันได้ดี คบกันน่าจะรอด แต่ผมปฏิเสธ แล้วเขาคนนั้นก็หายไปจากชีวิตผม ผมกำลังเผชิญทางแยกที่เจ็บปวด

ทางหนึ่งบอกผมว่า ไม่เห็นต้องไปเสียใจกับการหายไปของเขา เพราะเราได้เว้นที่ว่างและระยะห่างที่พอเหมาะเอาไว้ตั้งแต่แรก

อีกทางหนึ่งส่งเสียงคัดค้านว่า ถ้าเราให้โอกาสตัวเอง ถ้าเราโอบกอดเขาให้แน่นกว่าเดิม ช่างแม่งระยะห่างตายตัวที่ขีดเส้นไว้ เส้นสมมติบ้าๆ บอๆ ป่านนี้เขาคงยังอยู่ในพื้นที่ชีวิตของเรา ไม่หายสาบสูญไปไหน ไม่ต้องมานั่งสมน้ำหน้าตัวเองอย่างตอนนี้ (133)

 

       คิดว่าเมฆกับเอ็มเองก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน แม้คุณจะไม่ได้พูดแบบนี้ในความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนั้น พวกเขาโต้ตอบกันด้วยบทกวีแห่งรัก และนั่นเป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงความรักที่ไม่อาจเอ่ยนามได้ของพวกเขาทั้งสองคน

        มันมักจะเป็นแบบนี้เสมอกับความสัมพันธ์ที่จบลง เรานึกย้อนกลับไปว่าทำไมมันไม่เป็นแบบนั้น ทำไมมันไม่เป็นแบบนี้ ‘เท่านั้นเอง,’ คุณเล่าต่อ ‘ผมและเขาต่างก็เลือนหายจากกันไปตามกาลเวลา’ (133) เรากำลังนึกถึงความโดดเดี่ยวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คุณไม่ได้พูดมันตรงๆ ว่าทั้งสองคนนั้นรู้สึกอย่างไรเมื่อนึกถึงมัน แต่คุณเล่าถึงการเดินไปยังสวนสาธารณะ สถานที่ที่คล้ายกับสถานที่ที่ทั้งสองคนนั้นเคยไปเยือนด้วยกัน แน่นอนว่ามันเป็นได้แค่ความคล้ายไม่มีสถานที่ใดเหมือนเดิมอีกต่อไป แม้สถาปัตยกรรมจะยังคงสภาพ แม้สวน น้ำพุ ม้านั่งจะยังเป็นเหมือนเดิม แต่มันเปลี่ยนแปลงไปตามบรรยากาศ ความทรงจำ สายตาที่เราจับจ้องที่แปลกไป การสัมผัส และหัวใจที่เต็มไปด้วยเรื่องราวใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม มันทำให้สถานที่ที่เราเรียกว่าที่เดิมเปลี่ยนแปลงไปเสมอ, ‘คุณโดดเดี่ยวไหม เวลาไปสถานที่นั้น’ เราอยากเอ่ยถามเขาคนนั้นที่อยู่ในเรื่องเล่าของคุณ ‘คุณว้าเหว่ไหม เวลานึกถึงเขา’ เราอยากจะถามต่อ สำหรับเรา หากจะวางตนอยู่ในสถานการณ์นั้น — โดยไม่รู้ในคำตอบที่เขาต้องการจะบอก — มันคงเป็นทั้งความสุขและทุกข์ ปรีดาและโศกาอาวรณ์, มันจบไปแล้ว แต่มันก็เริ่มใหม่อีกครั้งในใจและความทรงจำ มันเคยดีมากขนาดนั้น แต่มันจะไม่เกิดขึ้นอีก…หรือแม้เราได้กลับมาอยู่ด้วยกัน มันก็ไม่มีทางเหมือนเดิม — เป็นการติดอยู่ระหว่างกลาง แบบที่เขามักเรียกกันว่า ‘กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง’

       มันทำให้เราอยากจะร้องไห้ ให้กับทั้งความสุขและความทุกข์ เราโหยหาในความสุขคราวที่อยู่ด้วยกัน เหมือนยามที่ได้มองดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงมาที่พื้น มองดอกไม้สดในแจกัน พร้อมนึกภาพมันอยู่ในสวน มันสวยมาก แต่มันไม่มีภาพแบบนั้นอีกแล้ว ไม่มีสัมผัสที่เคยคุ้น ไม่มีรอยจูบที่จำได้ เพราะมันหายไปแล้ว เราถึงเสียใจ และขณะเดียวกัน เราเดียวดาย ราวกับตัวของเราฉีกขาดออก หรือกลายเป็นรูโหว่ที่ไม่มีทางเติมเต็มได้ เป็นผิวหนังที่เราสัมผัสบนตัวคุณ ที่มีทั้งโยงใยความรักความสัมพันธ์ ไปพร้อมกับรอยว่างนั้น — ที่เราเองก็มีเหมือนกัน

 

       เรามักคิด และก็ยังเชื่ออยู่ว่าความโดดเดี่ยวแบบนี้คงไม่ได้แยกแบ่งขาดออกจากความทรงจำแต่ปางก่อน — แน่นอนว่ามันคงแยกขาดจากกันไม่ได้ หากการระลึกถึงนำมาซึ่งความปวดร้าวและอ้างว้างร้างในใจ หรือในทางกลับกัน ความโดดเดี่ยวข้างในก็พาให้คิดไปถึง ‘อดีต’ ในทางใดทางหนึ่ง

       ความทรงจำของคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเราคงไม่อาจอวดอ้างตนอย่างโอ่อ่าเหมือนบันทึกและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยคำกล่าวอ้างว่าตนเองคือ ‘ความจริงแห่งอดีต’ ความทรงจำอ่อนโยนกว่านั้น ความทรงจำไม่ได้น่าเชื่อถือขนาดนั้น อาจารย์เราเอง ที่เป็นอาจารย์คณะจิตวิทยา ก็พูดเหมือนกัน — ไม่สิ ใครที่ศึกษาด้านนี้มาก็คงพูดเหมือนกันว่า ความไม่ชัดเจน เชื่อถือไม่ได้ และเลื่อนลอยในหลายครั้ง เป็นเงื่อนไข มากกว่าจะกล่าวว่าเป็น ข้อบกพร่อง ของความทรงจำมนุษย์, แต่นักจิตวิทยา ทฤษฎีของมันก็พูดในฐานะองค์รวม มันไม่มีเรื่องราว มันไม่มีเนื้อหนัง ต่างจากภาษาของคุณ ที่คุณกล่าวเตือนเราแต่แรกว่า เรื่องที่คุณจะเล่าต่างเต็มไปด้วย:

 

เรื่องราวสมจริงเหมือนประสบการณ์สามัญของผู้คน และเหนือจริงเหมือนความทรงจำที่เราต่างมี

สถานที่ซึ่งไม่รู้ว่ามีอยู่จริงไหม ความทรงจำที่ไม่แน่ใจว่าประกอบสร้างขึ้นมาเองหรือเปล่า ลำธารไม่มีชื่อ รากไม้ ถนนลูกรัง บ้านพักครู กลิ่นฝน รสชาคาโมไมล์ ผลส้มเหี่ยว ๆ เสียงแมลงกลางคืน กระทั่งแสงสีจำเพาะของช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

เรื่องราวที่เข็มนาฬิกาและปฏิทิน […] เป็นเพียงหน้าดินกลบมันไว้ชุ่ยๆ (7-8)

 

       ความทรงจำมันเป็นแบบนี้เสมอ มันประกอบขึ้นจากสิ่งรอบข้าง เชื่อมโยงกับสิ่งละอันพันละน้อย บางอย่างชัดเจน บางอย่างเบาบาง บางอย่างเลื่อนลอย บางอย่างชัดแจ้ง มันเปลี่ยนไปทุกครั้งตามที่ได้รื้อฟื้นมัน มันเด่นขึ้นมาเมื่อยามที่เห็นสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงกับอดีตได้, นี่คือสิ่งที่อาจารย์สอนเรามา เราจึงสรุปในใจ ขณะที่อาจารย์หันกลับไปยังเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ ดังนั้นความทรงจำจึงไม่เคยเป็นเรื่องของอดีต มันดึงอดีตให้กลับมาอยู่กับเราเสมอ หรือมันดึงเรากลับไปหาอดีต ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง คำพูดโอ้อวดทำนองว่าเราเดินทางจากอดีตมาแล้วเลยเป็นเรื่องตลก และเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเราต่างประกอบและยึดโยงกับเศษเสี้ยวของอดีตไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ‘ลำธารไม่มีชื่อ รากไม้ ถนนลูกรัง บ้านพักครู กลิ่นฝน รสชาคาโมไมล์ ผลส้มเหี่ยว ๆ เสียงแมลงกลางคืน กระทั่งแสงสีจำเพาะของช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ตกดิน’ ตกอยู่ภายใต้ความลักลั่นนี้ ลักลั่นว่าจะเป็นปัจจุบันหรืออดีต ลักลั่นว่าจะเป็นวันนี้หรือเมื่อวาน ปีนี้หรือปีที่แล้ว ความสัมพันธ์ ความรู้สึก ความทรงจำ พาเรากลับไปอีกครั้ง ผ่านวัตถุ บรรยากาศ และสถานที่เหล่านั้น

       เหมือน ‘เหรียญในใบหูของเขา มันทำให้คุณเผลอนึกถึงอดีต’:

 

คุณจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายคนสุดท้ายที่คุณเคยเห็นเขาเอาเหรียญเหน็บหูเป็นใคร จู่ๆ การเอาเหรียญเหน็บหูก็หายไปจากสายตาของคุณเมื่อโตขึ้น รุ่นพี่สมัยตอนเรียนมัธยม? เพื่อนร่วมรุ่น? หรือคนแถวบ้าน?

คุณจำไม่ได้ แต่คนที่อยู่ตรงหน้าคุณตอนนี้เรียกร้องความสนใจจากคุณจนต้องพยายามนึกถึงมัน (155)

 

       เรามองไปตามมือของคุณที่ชูเหรียญที่เราไม่ทราบว่าคุณหยิบขึ้นมาตอนไหน ราวกับคุณเป็นนักมายากล คุณพลิกมันไปมาในอากาศ เรามองไปตามมือที่ไหวเคลื่อนของคุณ พลางระลึกไปตามความทรงจำที่คุณเล่าให้ฟัง — บางทีเราอาจจะเคยพบเห็นคนแบบที่คุณว่านั้นอยู่ก็ได้, บางที บางที

       คุณมักเตือนไม่ให้เราเชื่อในความทรงจำของคุณมากนัก แต่ใครกันล่ะจะสามารถเชื่ออย่างสุดใจในความทรงจำของใครได้ เหมือนอย่างที่เราเคยหัวเราะให้กับเพื่อนสองคนที่ตกลงกันไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้พวกเธอตัดสินใจจะลงวิชาอะไรไปด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างหยิบยกเศษแตกหักของความทรงจำที่ยังชัดแจ้งขึ้นมาพูด, หรืออีกนัยหนึ่ง พวกเธออาจจะเอาเศษซากของการประกอบสร้างขึ้นมาพูดใหม่, เหมือนที่เรากำลังมองเหรียญที่คุณพลิกไปมาในมือ และพยายามสร้างภาพเสมือนของเรามองไปยังชายนับสิบคนที่ใส่เสื้อแทบจะเหมือนกัน อาจจะเป็นเสื้อสีขาว, แต่ไม่สิ ถ้าเป็นเสื้อขาวพวกเขาจะดูเปรอะเปื้อนง่าย อาจจะเป็นเสื้อสีหม่นสีดำ สีคล้ำๆ สักสีหนึ่ง เราค่อยๆ มองต่อไป คุณเล่าไปถึงกล่องของเล่นในวัยเด็ก และคุณเริ่มเล่าเรื่องต่อ

       คุณรู้ไหมว่าเรื่องเล่าในวัยเด็กเป็นเรื่องที่มีเสน่ห์ อย่างน้อยก็ในความคิดของเรา โดยเฉพาะเมื่อคุณเล่าออกมา มันคลุมเครือในภาพ แต่ชัดเจนในบรรยากาศ มันมีกลิ่นไอดิน เสียงของโรงซ่อมรถ เสียงกีตาร์ เสียงไหวปลิวของใบไม้ใบหญ้า เสียงโหวกเหวกของเด็กชายในอายุไล่เลี่ยและโตกว่า แม้จะไม่ใช่เรื่องแรกๆ ที่คุณเลือกเล่า แต่คุณเล่ามันด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ ราวกับคุณได้กลับไปในวันเวลานั้นอีกครั้ง มันเป็นจังหวะที่คุณค่อยๆ ลงรายละเอียดลึกไปเรื่อยๆ ราวกับคุณเค้นมัน แต่คุณเค้นมันออกมาด้วยความสุข ราวกับทุกรายละเอียดกำลังค่อยๆ ก่อตัวและกวักมือเรียกให้คุณเข้าไป เราจะทำอะไรอื่นได้นอกจากคอยฟังเสียงเพรียกที่เรียกเราเข้าไปในจักรวาลส่วนตัวของคุณด้วย แม้มันจะเลื่อนลอย แม้มันจะลอยถอยออกไปเรื่อยๆ และกลับมาในเวลาที่คาดไม่ถึง เวลาที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเตรียมพร้อม ซึ่งก็ไม่ต่างจากความทรงจำอื่นๆ ที่มักซุ่มตัวอยู่ตามพุ่มกาลเวลาและเมื่อ ‘โมงยามเคลื่อนคล้อย’ มันจะปรากฏตัวออกมาตาม ‘สมควรแก่เวลาที่จะกลับมา’

       พี่หลุยส์ พี่ตรี โมทย์ หรือพี่ยศกับพี่วิม ภาพของเด็กหนุ่มที่อายุไล่เลี่ยกันหรือชายอายุมากกว่าคุณไม่เกินหกปีโดยประมาณ ค่อยๆ ปรากฏในรูปของเรื่องเล่า พวกเขามักจะผิวสีคล้ำ บางคนผมหยักศก เขาจะตัวใหญ่กว่าคุณเสมอ คุณจะเป็นเด็กน้อยร่างเล็กของเขา ในเวลานั้น ไม่มีใครร่างกายใหญ่โตเหมือนนักกีฬา หรือชายหนุ่มในสื่อสังคมออนไลน์ตอนนี้หรอก พวกเขามีเพียงกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายในโรงเรียน และการทำงานให้ที่บ้านเท่านั้น, คุณพยายามวิ่งตามพวกเขาไป โดยกลัวว่าพวกเขาจะทิ้ง คุณเลื่อนกายเข้าไปใกล้ เพราะกลัวตัวเองจะเป็นอื่นไป และหายไปจากการรับรู้ ณ ที่นั้น เหมือนเวลาที่คุณเจ็บหัวจากการถูกลูกบาสของพี่วิมกระทบลงมา เวลาที่คุณนั่งโดยมีพี่ตรีซ้อนอยู่ข้างหลัง เวลาที่ความหอมของแป้งเด็กปะทะกับกลิ่นของโรลออนของพี่หลุยส์ คุณค่อยๆ มองพวกเขาจากความสูงไม่มากที่คุณมีในตอนนั้น ไปยังความโอ่อ่ายิ่งใหญ่ความเป็นชายที่ดูโตกว่า ดูเป็นขั้นที่เหนือกว่า ดูแข็งแกร่ง แต่ก็อ่อนโยนมากพอจะคอยโอบอุ้มและหยอกล้อกับคุณ ครั้งแรกอาจจะเป็นความบังเอิญและความอยากเรียนรู้ ครั้งที่สองต่างฝ่ายต่างเริ่มรับรู้ภาวะใจของกันและกันมากขึ้น, คุณเล่าอย่างนั้น ตอนที่โมทย์เด็กหนุ่มอายุไล่เลี่ยเริ่มรุกไล้เข้ามาใกล้และจูบคุณ

       สีของผลไม้กลางสวนเอเดนสวยและกลิ่นของมันหอมหวานเกินกว่าจะกลัวพระเจ้าห้ามปรามและดุด่า เหมือนเม็ดลูกอมที่แตกในปากและละลายไปทั่ว คุณกินมันและดูดดุนจนลิ้นแดง กระทั่งมันชัดแจ้งต่อพ่อแม่ของคุณ คุณไม่ได้หวังไอติมหนึ่งแท่งเพื่อปลอบประโลม คุณแค่หวังว่าพี่วิมจะวิ่งกลับมา และคุณอาจไม่ได้รักหมากฝรั่งสีจืดรสมินต์นั้น คุณอาจจะแค่ชอบบรรยากาศผีตากผ้าอ้อมและโรงเรียนอันว่างร้างที่ไม่พบในเวลากลางวัน แต่พบได้ในเวลาที่คุณอยู่กับพี่ยศ ในที่สุดมันก็ถูกฝังกดกลบเอาไว้ภายใต้ความทรงจำแบบอื่นๆ กลายเป็นรากฐานและผืนดินให้แก่ต้นไม้แห่งความทรงจำจะได้เติบโต กลายเป็นน้ำเลี้ยงอย่างดีที่ชีวิตของคุณจะไปต่อ จะจำได้หรือไม่ไม่ได้สำคัญ จะจริงหรือไม่ไม่มีใครรู้ คุณเองก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำ

       เหรียญของเล็ก ฟ้าผีตากผ้าอ้อมที่ไนท์เห็น ก็ไม่ต่างอะไรจากกล่องของเล่นของบอย มันเป็นราวกับกล่องแพนโดราที่ร่ำร้องให้ตนเองถูกเปิดออก มันไม่ได้มีความชั่วร้ายผุดออกมาเหมือนในตำนาน หรือแม้แต่ความหวังก้นกล่อง แต่เต็มไปด้วยความทรงจำที่รอการทะลักล้นเอ่อออกมา เป็นธารน้ำพุใต้ดินที่รอวันที่จะถูกขุดค้นพบอีกครั้ง มันไม่ได้บรรจุความทรงจำ แต่มันต่างเป็นวัตถุที่เรียกคุณกลับไปในอดีต เป็นหกถ้วยแห่งความรักความสัมพันธ์ที่พวยพุ่งขึ้นมาเรียกคุณให้ดื่มด่ำและถูกกินกัดจากอดีตอีกครั้ง และคุณพยายามทำความเข้าใจมันตามแต่เรื่องราวที่คุณปั้นจากของเหล่านั้นจะอนุญาตให้คุณระลึกถึงวันเวลาก่อนหน้า ในยามที่คุณยังเด็ก

 

บางทีคงเป็นแค่ความพยายามของเด็กที่ไม่มีเพื่อน เด็กที่เด็กเกินไปเสมอ เด็กที่พยายามไขว่คว้าตำแหน่งแห่งที่ เด็กที่รู้สึกแปลกแยกจากพี่ชาย ความทรงจำเกี่ยวกับใบหน้าพ่อรางเลือน ชอบนอนกลางวันอยู่บนเปลใต้ถุนบ้าน และตื่นมาร้องไห้ แม่จะเดินข้ามจากบ้านพักครูอีกหลังเพื่อปลอบโยน พาลงจากเปลและเดินไปยังบ้านพักครูอีกหลัง

เด็กที่วันๆ เอาแต่นั่งรอให้พ่อพาเราทั้งครอบครัวไปยังโรงซ่อมรถ พี่หลุยส์จะหัวเราะไปกับเรื่องราวที่เขาสร้างขึ้นจากตุ๊กตุ่นในกล่องของเล่นสีแดงกล่องนั้น นั่งลงข้างๆ และเฝ้ามอง (185)

 

       เทียบกันแล้ว ชีวิตของเรากับคุณดูจะต่างกันมาก เราเป็นเด็กเมืองกรุงที่อยู่โรงเรียนเอกชนมาตั้งแต่เด็ก เราก่อร่างความทรงจำและตัวตนของเราจะชุดยูนิฟอร์มสีขาวกางเกงน้ำเงินตั้งแต่ประถม ก่อนหน้านี้ก็เลือนรางกว่านี้ แต่ช่วงประถมยังชัดเจน เพราะความทรงจำเราอยู่ในเขตขัณฑ์ของชุดแบบนี้มาตลอด ไม่ได้วิ่งเล่น ไม่ได้มีลำธาร ไม่มีกลิ่นไอดินแบบนั้น เพราะเราอยู่แวดล้อมไปด้วยตึกสูงในย่านสาทร ก่อนจะย้ายไปเจริญกรุง มองเด็กผู้ชายในไล่เลี่ยกัน บางคนผิวขาว บางคนผิวน้ำตาล เข้มมาก เข้มน้อย เรามักจะมองเพื่อนที่ตัวสูง พวกเขาอาจจะทำตัวผิดระเบียบ แต่เราชอบร่างกายของพวกเขา พวกเขาเล่นกีฬา ถอดเสื้อ อวดอ้างวัดความเป็นชายแท้ของกันและกัน และเล่นขบกันกับความหมิ่นเหม่ที่พวกเขาเองก็ไม่เข้าใจ เราไม่มีมุมมืด ไม่มีห้องน้ำที่เข้าไปอยู่กันสองคน ไม่มีการสัมผัสและเปลือยเปล่าด้วยกลิ่นปฏิกูล จะเหมือนที่คุณเล่าเพียงอย่างเดียวก็คือภาพร่างกายของเด็กหนุ่มที่ค่อยๆ โตขึ้นและกล้ามเนื้อจากการเล่นกีฬาในเวลาพักกลางวัน

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าผมในตอนนั้นจะอยากโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ ไปทำไม ในเมื่อสุดท้าย เราต่างกระจัดกระจาย ถูกกลืนหายไปโดยกาลเวลา (168)

 

       มันเป็นเหมือนพิธีกรรมของการเติบโตของเหล่า ‘เด็กผู้ชาย’ ที่เก็บงำความทรงจำเหล่านี้ไว้ สัมผัสครั้งที่สองกับผู้ชายคนไหนก็ไม่เหมือนกับสัมผัสในวัยเด็กแบบนั้น มันกลายเป็นซอกหลืบที่กลับไปหาไม่พบ กลายเป็นแหล่งกบดานของอดีต ถูกรีดกลบจนเกือบสมบูรณ์ แต่การลืมแบบนี้ก็เป็นวิถีหนึ่งแห่งการเติบโตเช่นกัน การไม่สามารถหันหลังกลับไปก็ทำให้โลทเดินทางอย่างปลอดภัยไปทำภารกิจของพระเจ้า, นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้ทรงสรรพานุภาพต้องการหรือ? ฤๅเราควรจะปฏิเสธมัน?

       ความทรงจำ และความโดดเดี่ยวในวัยเด็กก่อร่างขึ้นตามแต่ที่คุณเล่าให้ฟัง มันเป็นความรู้สึกร่วม, เราคิดอย่างนั้น, มันเป็นที่ทางที่เรากับคุณสัมผัสร่วมกัน เราค่อยๆ สร้างทางเชื่อมระหว่างร่างกายที่แตกต่าง และพลัดมาจากคนละถิ่นฐานด้วยเรื่องเล่าที่คุณเสนอให้ฟัง เติมเรื่องกามที่เราพอจะระลึกนึกออก มองวัตถุมากมายที่ออกมาผ่านภาษาที่คุณใช้ ยอมให้มันเพรียกเรียกคุณออกไป, คุณเงียบในบางเวลา เงียบไปในสถานที่ที่เราไม่อาจตามคุณไปได้ และใช่ เราตามคุณไปได้เท่าที่คุณจะอนุญาตเท่านั้น มากกว่านั้นเราทำได้เพียงจินตนาการ ระหว่างบรรทัดวรรคเวรที่คุณเว้นเอาไว้

       บางทีเราก็เติมเรื่องราวตัวเองลงไป บางทีก็พยายามให้ความหมายและคิดตามที่คุณหยุดเอาไว้ให้

       คุณจะดีใจไหมนะ ถ้าได้รู้ว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่คนเดียว, หากเราโดดเดี่ยวไปด้วยกัน คุณจะยังโดดเดี่ยวอยู่ไหมนะ?

2

       เรากำลังใช้ปากให้กัน, เวลาพูดแบบนั้น เรากำลังหมายถึงอะไร––ใช่ เรากำลังใช้ปากกันอยู่; เราโลมเลีย เราดูดดุน เราพรั่งพรู เรากลืน-กลาย เราทำทุกอย่างมากมายด้วยลิ้น ริมฝีปาก และโพรงปาก แน่นอนเราพูดด้วย

       ปากคือการให้พรและสาปแช่ง เหมือนอย่างวจนาตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า ปากคือสิ่งนำพาหายนะและการลองผิดลองถูกมาให้มนุษย์ เหมือนคราวเอวากินผลไม้ต้องห้ามกลางสวนเอเดน เธอโดนสาปแช่ง และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นมนุษย์นอกสวนเอเดน ปากเป็นสิ่งนำพาปรารถนาและปลดปล่อยความเป็นทิพย์ของเทวดาให้กลายเป็นมนุษย์ จากการกินง้วนดินที่มีกลิ่นหอม ปากคือการสนทนา การดื่มกิน การร่วมรัก การทำรักมากมายทำผ่านทางปาก เหมือนอย่างที่เราทำกัน ณ ตอนนี้ เราเกี่ยวก่ายพันผูกลิ้น เราเอามือเราสัมผัสลำตัวกันและกัน ภายใต้ร่างกายอันเปลือยเปล่า และผิวหนังเป็นอาภรณ์ทบซ้อนเข้าไปไม่มีจำกัด เราใช้ลิ้นเลียอวัยวะรับสัมผัส เราต่างสะดุ้งดิ้นเหมือนคราวลิ้นสีแดงออกชมพูของต่างฝ่ายต่างได้ลิ้มรสร่างกายของกันและกัน เราดูดดุนแก่นกายของต่างฝ่าย มันแข็งขืน มันดื้อด้านต่อการสัมผัส แต่ก็บังคับให้กระทำต่อ

       ‘ผู้ชาย’ มีเรือนกายที่ประหลาด เราต่างประกอบร่างกันด้วยความขืนแข็งและพยายามอ้างตนว่าแกร่งกล้า เราเอาแท่งองคชาตมาตัดสินกันและกัน เราต้องการความโอ่อ่าและใหญ่ และ ‘ผู้ชาย’ หลายคนเอาความแกร่งกล้าจอมปลอมของตนไปทาบวัดโลก พยายามกระทำตนเป็นดั่งเจ้าของของมัน พลันขีดเขี่ยผู้อ่อนนุ่ม ไม่ว่าจะชายด้วยกัน ‘ผู้หญิง’ เพศและร่างกายอื่นออกจากโลกด้วยมาตรวัดอันน่ารังเกียจของตน, เป็นไปได้ไหมที่ ‘ผู้ชาย’ จะอ่อนนุ่ม จะยอมเหลว ยอมไหล เพื่อจะไม่แหลกสลายจากความแข็งขืนของตน ยอมดัดจนอ่อน ยอมงอจนสวยงาม ยอมผ่อนปรนและเต้นระบำ ยอมถูกนำพา และยอมกลายเป็นของไหลเหลว ยอมถูกหลอมละลายบ้าง เพื่อจะไม่แตกสลายไป; เราตั้งคำถามยามกำลังโลมเลียเหงื่อไคล น้ำลาย และน้ำตา น้ำใสสามอย่างจากร่างกายที่พบได้ในมนุษย์ทุกคน

       เราถอนริมฝีปากออกจากริมฝีปากของคุณ เราให้ความเงียบและสายตาของเราตั้งคำถาม สัมผัสของเรายังอยู่เช่นเดิม คุณมองมันออก และแน่นอนคุณจะมีเรื่องเล่ามาท้าทายและทำให้เราคิด คุณเลื่อนปากมาใกล้หูเรา คุณโลมเลียและเล่าเรื่องออกมาอย่างที่คุณทำเสมอ

 

โดนัลด์ปรายตามองอย่างร้ายกาจพลางพูดกับเอเลนาว่า “การพูดคุยเป็นการเสพสังวาสกันรูปแบบหนึ่ง คุณกับผมต่างอยู่ร่วมสังคมวิปริตในโลกแห่งตัณหาราคะ คุณโน้มนำให้ผมเข้าสู่ความมหัศจรรย์พันลึก รอยยิ้มของคุณชวนให้ผมตะลึงอยู่ร่ำไป”

อนาอิส นิน, “เอเลนา,” เนินนางวีนัส. (2560 [2521]) รังสิมา ตันสกุล (แปล).

       ถ้าคุณรู้สิ่งที่อยู่ในหัวเรา คุณคงหัวเราะออกมาไม่ต่างจากที่เราพ่นลมในลำคอเบาๆ คุณอาจจะไม่ทันได้สังเกต หรืออาจจะรู้ทัน, แน่นอนว่าคุณอาจไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่เราคิด คุณยังไม่พูดมันตอนนี้แต่เลือกจะเล่าเรื่องของคุณต่อ คุณจะให้เราตัดสินใจเองหลังจากนั้น

       ‘วันไนต์สแตนด์’ คือหัวข้อหนึ่งในเรื่องเล่าของคุณ, ความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน เรารู้จักกันเพื่อมีอะไรกันชั่วข้ามคืน หลังจากนั้นเราต่างหันหลัง อาจจะโบกมือให้กันก่อนแยกทาง แต่นับจากวันนั้นโอกาสที่เราจะได้เจอกันควรมีน้อยลง หากเราสานสัมพันธ์ต่อกับคู่นอนข้ามคืนของเรามันมักเป็นปัญหา มันไม่ใช่ ‘วันไนต์สแตนด์’ อีกต่อไป บางทีมันควรถูกเรียกว่า ‘ฟัคบัดดี้’ หรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่ ‘วันไนต์สแตนด์’ เพราะมันไม่ใช่คืนเดียวอีกต่อไปแล้วที่เราได้สานสัมพันธ์กัน

       มันคงเป็นเรื่องตลกถ้าหากเราพูดว่าความสัมพันธ์ไหนๆ ก็คล้ายกับ ‘วันไนต์สแตนด์’ เพราะเมื่อยามได้ทายทักรู้จัก วันนั้นคือวันที่เรารู้ว่าการจากจะต้องเกิดขึ้น การจากจะต้องเกิดหลังการพบ ถ้าเราไม่พบก็คงไม่ได้จากกัน เพราะการจากกันแบบนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ถ้าหากได้พบกันแม้เพียงเสี้ยววินาทีที่ทำความรู้จัก นั่นแปลว่าไม่ว่าจะอีกนานหรือไม่ เราจำเป็นต้องแยกทางกันสักทางหนึ่งของชีวิต, เป็นเรื่องน่าเศร้าใช่ไหมล่ะ? ฟังดูน่าหดหู่ไม่น้อย

       แล้วทำไมเราไม่สามารถสานสัมพันธ์ หรือรั้งกันไว้ให้นานที่สุดล่ะ? นั่นไม่ฟังดูมีความหวังมากกว่าหน่อยหรือ? คุณเล่าเรื่องของนิคที่ได้ทำความรู้จักกับพี่ชายพี่โอ๊ตจากการเป็น ‘วันไนต์สแตนด์’ หลังจากนั้นก็เป็น ‘ทูไนต์สแตนด์’ ‘ทรีไนต์สแตนด์’ และกลายเป็นอื่นไปในที่สุด; เรื่องน่าตลกอาจจะอยู่ตรงที่ มันไม่ได้จบลงกับการมีอะไรกันเท่านั้น บทสนทนาหลังจากนั้นสำคัญสำหรับคุณ และอาจสำคัญสำหรับหลายคู่ (หรือหลายกลุ่ม) ที่เลือกจะนอนด้วยกัน ไม่ว่าจะตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตด้วยกัน หรือเพียงเพื่อนที่พบปะสังสรรค์กันบนเตียงก็ตาม, เหมือนอย่างที่เราทำกันอยู่ตอนนี้หรือเปล่า?

 

ตอนแรกกะจะแค่วันไนต์สแตนด์ เอากันเสร็จ ผมเห็น เห็นชีวิตเขา เห็นทัศนคติเขา การได้นอนคุยแบบใส่เสื้อผ้า คุยเรื่องความฝัน ความเป็นไปของแต่ละคน วูบหนึ่งเหมือนผมได้เจอคนในอุดมคติ ไม่ใช่แค่เซ็กส์ที่เข้ากันได้ดีในครั้งแรก แต่เป็นวิธีคิดของเขาที่เรารู้สึกดีด้วย

มันเลยมีครั้งอื่นๆ ต่อมา บางครั้งเวลาคิดถึงเขาขึ้นมา ถ้ามันเป็นแค่วันไนต์สแตนด์ ชีวิตของเราทุกคนคงจะไม่ออกมาเป็นแบบนี้มั้ง (70)

 

       ความสัมพันธ์มันน่ากลัวและกำหนดไม่ได้เสมอ สำหรับหลายคน มันทำให้เราสั่นเทาแต่ก็อยากจะกระโจนเข้าไปหามัน, สั่นเทาเพราะกลัวและสั่นเทาเพราะปรารถนาจนจะขาดใจ, เมื่อได้เข้าไปหามันแล้วมันมีคำตอบมากมายที่มักล้นพ้นไปกว่าความคาดหมายของเราเสมอ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง: มันอาจจะดีกว่า มันอาจจะแย่กว่า มันอาจจะเหนือกว่าสิ่งที่ได้คิด หรือมันอาจจะไม่มีอะไรแบบที่คิดไว้เลยก็ได้

       ที่แน่ๆ คือมันคงมีอะไรมากกว่าเซ็กส์ และการพูดกันก็คงจับมาเทียบเทียมกับการมีอะไรกันอย่างที่คิดไว้ไม่ได้ สำหรับนิค มันไม่เหมือนกัน สำหรับคุณเองก็คงใช่ เซ็กส์ไม่ได้รับประกันความคุ้นเคยและการพังทลายของความแปลกหน้า, อย่างที่นิคตั้งคำถามไว้, มันอาจจะเป็นเพียงเครื่องคั่นเวลาก่อนนำมาซึ่งความเจ็บปวดระลอกถัดไปก็ได้:

 

เซ็กส์อาจช่วยปลดเปลื้องความอึดอัดและร่นระยะห่างระหว่างคนสองคนที่อยู่ด้วยกัน นี่เป็นความคิดแรกที่โผล่เข้ามา ทว่าตั้งแต่ผมอยู่ในบ้านหลังนี้ ผมไม่รู้สถานะของตัวเองด้วยซ้ำ ผมกับเจ้าของบ้าน [พี่โอ๊ต] ที่กำลังนั่งหรือนอนอยู่ที่ปลายเตียง เราอยู่ในวิถีชีวิตของอีกฝ่ายในสถานภาพอะไร นี่เป็นความคิดที่สอง

เซ็กส์เป็นเครื่องมือคลายความแปลกหน้าได้จริงหรือ หรือมันเป็นแค่ที่คั่นเวลาก่อนที่ความเจ็บปวดจะตามมาดั่งระลอกคลื่น (62-63)

 

       คุณไม่ได้ให้คำตอบกับคำถามนี้ตรงๆ แต่สำหรับคุณเอง คุณคงไม่เชื่อว่าเซ็กส์จะให้ความสบายใจหรือจะสามารถทลายความแปลกหน้าลงได้ กลับกันคุณพยายามเสนอว่าการสนทนาต่างหากที่ทำให้คนเข้าหากัน ภายใต้ความสัมพันธ์อันอิหลักอิเหลื่อของนิคกับพี่โอ๊ต พวกเขาพูดคุยกัน กับความลุ่มหลงใหลในตัวพี่ชายพี่โอ๊ตที่นิคมี พวกเขาคุยกัน พวกเขาแลกเปลี่ยนความรู้จักกัน ไม่ใช่ผ่านเรือนกาย แต่ผ่านบทสนทนา ผ่านวาจา ผ่านทัศนคติ ผ่านความเชื่อมากมายที่ไหลเวียนสับเปลี่ยน ถกเถียงกลับไปกลับมาระหว่างกัน, เหมือนที่เราทำกันอยู่ตอนนี้ ที่คุณบอกเล่าเรื่องราวของคุณ ภายใต้ชื่อของบุคคลมากมาย ในขณะที่เรารับเรื่องของคุณเข้ามาพูดซ้ำ พยักหน้า และยิ้มให้

       เพราะแบบนั้นมันถึงน่ากลัว อย่างที่นิคบอก ถ้ามันจบลงที่การเป็นวันไนต์สแตนด์ที่เอากันภายในคืนเดียว ไม่ได้กล้ำกราย ไม่ได้ทายทัก ไม่ได้สมัครจิตใจจะทำความรู้จักกันไปมากกว่านั้น ความทุกข์ทรมานอาจจะไม่ได้เกิดตามมาก็ได้ จุดเดียวที่เหมือนกันระหว่างความสัมพันธ์และการลงทุนก็คือความเสี่ยง เสี่ยงที่พวกเราจะแตกเป็นเสี่ยงๆ จากความสัมพันธ์ที่ก่อร่างขื้น, คุณว่าไหม:

 

เราไม่เคยเปิดปากไต่ถามอะไรลึกลงไปกว่านั้น เป็นไปเท่าที่อีกฝ่ายจะเปิดเผยให้เรารับรู้ มีคลื่นแห่งความกลัวกระแสลมแห่งความไม่แน่ใจหมุนวนกระแทกตัวเราเสมอ ราวกับว่าหากเปล่งเสียงอะไรออกไปอาจทำให้ความสัมพันธ์อันรางเลือนซึมหายไปง่ายดายเหมือนคราบแก้วน้ำที่เราดื่ม (63)

 

       คุณจึงต้องสร้างกำแพงที่ทั้งสูงและหนา, คุณดูเหมือนจะพูดแบบนั้น, เพื่อป้องกันความเสี่ยงและภัยอันตรายที่มีโอกาสย่างกรายเข้ามาข้างใน เราจำเป็นต้องปิดกั้น ก่ออิฐ ฉาบปูน กระทั่งกำแพงสูงเหนือกว่าตัวเรา เรามองไม่เห็นกันและกัน ภายในพื้นที่เดียวกัน เราต่างมีห้องหับส่วนตัวที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ เพราะรู้ว่าเมื่อใดที่ลมสามารถทะลุผ่านเข้ามา เวลานั้นสัมผัสเราอาจจะระเหยหายไปเหมือนน้ำในแก้วที่เราดื่มไปเมื่อสักครู่

       เพราะอย่างนั้นการสนทนาจึงน่ากลัว, ยามที่เราพูดกันอิฐทรายปูนที่ถูกฉาบไว้จนหนาค่อยๆ ลอกตามกาลเวลา โครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ถูกก่อขึ้นจากความอ้างว้างไม่อาจทนแรงต้านทานของแรงดึงดูดของอีกห้วงจักรวาลภายในอีกห้องหับหนึ่งตรงหน้าได้ เราต่างค่อยๆ มองหน้ากัน แรกเริ่มด้วยความบังเอิญ ครั้งสองครั้งสามคือความอดไม่ได้ เราเขยิบเข้าใกล้กันและกันตามแต่แหล่งที่ที่เราสมควร เมื่อเวลาผ่านไป ความเหมาะความควรหายไป เรามองใบหน้ากันและกันเพราะต้องการจะมอง ปูนที่ฉาบไว้ค่อยๆ ลอก และอิฐเริ่มเป็นรอยเป็นรู เราเอาตาส่องดู มองเห็นคุณที่ส่องเข้ามาเหมือนกัน รูมีขนาดเล็กๆ และเราลอดนิ้วเข้าไป, ถ้าเราทำแบบนั้นเราจะมองไม่เห็น นิ้วเราแทนที่ดวงตา, กลายเป็นว่า เราสัมผัสนิ้วชี้ของคุณมาเกี่ยวพันกัน สัญญา? พันธะ? นับจากวันนี้ไป กำแพงจะค่อยๆ ทลายลงเพื่อรับกับความเสี่ยงใหม่

       คุณว่านิคกับพี่โอ๊ตจะมีความสุขไหม? คุณไม่ได้บอกเรื่องนี้ คุณเพียงเล่าว่าแมลงเม่าเข้ามาจากหน้าต่างที่ดูจะไม่ได้ปิดสนิท มันบินเข้ามาเหมือนจะตามหาแสงไฟข้างใน เหมือนที่ทั้งสองต่างพร้อมใจไม่อุดรูรั่วและจูบกัน เหมือนอย่างแมลงเม่าตัวนั้นที่วิ่งเข้ามาตามหาแหล่งกำเนิดแสง

       แต่มันก็ไม่ใช่ตอนจบแบบเดียวที่เป็นไปได้ บางทีกำแพงก็ถูกตั้งขึ้นหลังบทสนทนาเกิดขึ้นด้วยซ้ำ เอ็มและเมฆเลือกจะ “สร้างเส้นแบ่งบางอย่างไม่ให้อีกฝ่ายก้าวข้ามเข้ามา” (84) ไม่ใช่เพราะแตกหัก ไม่ใช่รวดร้าวจากการทะเลาะเบาะแว้ง แต่:

 

เราต่างเจ็บปวดเพราะเราคาดหวังและตัดสินความรักจากการกระทำของอีกฝ่าย โดยถือถ้อยคำจากค่ำคืนแรกเป็นดั่งคัมภีร์ของความสัมพันธ์ ปฏิบัติต่างไปจากนั้นถือเป็นความผิดมหันต์

เราไม่อาจเปิดใจตัวเองได้อย่างคืนวันนั้นอีก เราต่างมอบความแปลกหน้าให้แก่กันจนมันทำงานอย่างเข้มข้น และท้ายที่สุดทำให้เราเดินกันคนละเส้นทาง จากกันอย่างไม่มีวันหวนกลับ (84)

 

       เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เมฆกับเอ็มต่างหลุดลอยออกไปตามระบบจักรวาลของตนเอง ราวกับแรงดึงดูดระหว่างมวลความรู้สึกมันน้อยเกินกว่าจะเหนี่ยวรั้งทั้งสองไว้ด้วยกัน พันธะที่เคยเกี่ยวมั่นค่อยๆ สูญสลาย กลายเป็นเพียงร่องรอยในความทรงจำ มันเลือนจากไปภายใต้ความเสียดายและงุนงง ที่ต่างฝ่ายต่างพยายามยื้อมันไม่ให้หายไป และรอ ‘ว่าเมื่อไหร่เด็กหนุ่มนักจับภาพของเขาจะกลับมา’ (89)

       ไม่ว่ากำแพงจะพังทลายหรือเส้นแบ่งจะถูกลากให้เข้มขึ้น, ในเรื่องเล่าของคุณ การได้พูดคุยกันก็นำคนสองคนไปสู่จุดที่ไม่อาจย้อนกลับได้ การที่ต่างฝ่ายต่างยื่นมือมาสัมผัสกัน ยื่นนิ้วผ่านรูเล็กๆ ที่มีเพียงดินสอและปากกาที่สามารถลอดผ่านได้ ขุดร่างกายคนคนหนึ่งไปสู่หลุมลึกที่ไม่เคยนึกถึง หรือความเป็นไปได้ในอนาคตที่จะเกิดได้จากเพียงความสัมพันธ์นี้

 

พี่เมฆให้กำลังใจ และมอบแรงบันดาลใจบางอย่างให้แก่ผม ไม่เคยมีใครเข้าใจความฝันของผม เราคุยกันตั้งแต่สี่ทุ่มจนถึงตีสาม ผมไม่เคยคุยกับใครสารพัดเรื่องและยาวนานขนาดนี้มาก่อน (83)

 

เมื่อพบเอ็มผ่านการพิมพ์ข้อความโต้ตอบกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง เหมือนประจุที่โดดเดี่ยวของจักรวาลเดินทางมาพบคู่ตรงข้าม

นั่นคือทุกความรู้สึกที่ผมได้พบกับเขา

ผมหยิบโทรศัพท์กดหมายเลขแล้วโทรออกโดยไม่อาจคาดเดาได้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นภายหลังจากวินาทีนั้น เป็นการโทรศัพท์อันยาวนานที่สุดในรอบหลายปีของชีวิต

เราคุยกันเพื่อนเก่าที่กลับมาพบกันอีกครั้งโดยไม่คาดฝัน ถ้อยคำของเอ็มทำให้ผมคิดถึงตัวผมตอนอยู่ในวัยเดียวกับเขา ดื้อรั้น ยโส เป็นตัวของตัวเอง และดูเหมือนกำลังค้นหาความหมายบางอย่าง

เราชอบหนังสือเล่มเดียวกัน บางเล่มไม่น่าเชื่อว่าเด็กอายุรุ่นเอ็มจะอ่าน แต่เขากลับชื่นชมมัน นิสัยคล้ายผมมากจนไม่น่าเชื่อ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้เองที่ดึงดูดเราเข้าหากัน

[…]

บทสนทนาในคืนนั้น ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าเขาซ่อนตัวอยู่ตามชั้นบรรยากาศไม่ไกลจากผม และยิ่งพูดคุยขุดลึกลงไปในทุกอณูของชีวิต (86-87)

 

       คุณ, ในชื่อของเมฆ, ไม่ได้พูดเกินจริงเลยว่าบทสนทนามันเปิดประตูโอกาสมากมาย และนั่นอาจจะหมายถึงความเสี่ยงด้วย วินาทีที่เราได้ทำความรู้จัก คือวินาทีที่เราได้รู้ว่าความสัมพันธ์จะคงอยู่เพียงชั่วขณะ ไม่มีคำว่าตลอดไป ทำอย่างไรเราจะคงรักษา ดองเก็บความรักครั้งนี้เอาไว้ให้นานเท่านั้น, วันแรกแห่งรักจะเป็นเพียงวันเดียว หลังจากนั้น หากยังยึดเอามันเป็นธรรมนูญ หรือบัญญัติสิบประการที่โมเสสนำลงมาจากภูเขา มันอาจจะจำเป็นต้องจบลง; เพราะมันไม่มีทางเหมือนเดิม––คุณดูจะกล่าวอย่างนั้น

       เรารู้จักกัน เรากลายเป็นอื่น เราผู้เป็นอื่นรู้จักกัน และเป็นอื่นไปมากขึ้น ราวกับเราผู้ได้รู้จักกันก้าวพ้นจากตัวเองออกไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่คิดจะกักขัง ไม่ว่าจะตนเองหรือความรัก มันย่อมเป็นไปไม่ได้เสมอ ความรักจะบินหนีหายไป ตัวเราจะตายด้านภายใน และเมื่อเขาได้หายไปแล้ว เราก็เพียงพูดเงียบๆ ในใจของตัวเอง

 

ความคิดถึงเหมือนคลื่นที่กระทบฝั่ง ถ้อยคำในอดีตยังถาโถมหวนคืนในโมงยามโดดเดี่ยว (84)

 

       ความทรงจำกลายเป็นขวดโหลดองความรักเดียวที่จะคงเขาไว้ในภาพที่คล้ายเดิมมากที่สุด แม้ตัวเขาจะหลุดลอยไปไกลเท่าใด คงไว้อยู่กับบทสนทนาที่ถูกคัดลอกอยู่ในร่างแหของความทรงจำเท่านั้น

       สถานีอวกาศอันกว้างไกล อ้างว้าง โดดเดี่ยว มันลอยอยู่เพียงคนเดียวบนจักรวาลอันโล้นโพ้น ขณะที่เรามองออกจากโลก คุณก็มองออกมาผ่านทางสถานีนั้น มันต้องใช้เวลากี่ปีแสงกันกว่าเราจะเห็นกันและกัน, เราต่างมองเห็นเพียงอดีตที่แสง ณ เวลานั้นกระทบยังเรตินาของเรา, เรามองเห็นเพียงแต่วันก่อนหน้าที่คุณกับเรายังหรรษาร่าเริงกับความสัมพันธ์, กว่าเราจะเห็นวันนี้ที่เราสองต่างแยกย้ายออกไป ก็นานเกินไปกว่าจะได้ทำใจ เพราะเราหลงระเริงอยู่บนความสุขที่ไม่อาจกู้กลับมาได้อีกแล้ว

 

“นี่จะไม่ถามหน่อยหรอว่าเป็นใคร แล้วมาทำไม” เตยถามฮิม, คุณเล่าให้ฟัง, ด้วยน้ำเสียงที่ดูหงุดหงิดและดื้อรั้นไม่น้อย เราจินตนาการภาพฮิมค่อยๆ ลอยหน้าของตนเองขึ้นมาตอบรับว่า “พี่เจ้าของร้านบอกก่อนจะออกเดินทางแล้ว ว่าจะมีผู้หญิงมาอยู่ที่ชั้นสาม” (189)

 

“เวลาเราลองคบกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศแสนหวาน หรือช่วงเวลาแสนเศร้า เขาจะพูดถึงขาของเราเป็นอันดับแรก จนดูเหมือนเขาจะให้ความสำคัญกับเขามากกว่าความรู้สึกของเรา”

เสียงเด็กแย่งของเล่นกันลอยมาจากด้านล่าง น่าจะเป็นลูกร้านขายรองเท้า

“แล้วฮิมล่ะ ทำไมยังไม่มีแฟน”

“เราเป็นเอดส์”

“อ่า…”

เหมือนความป่วยไข้ดึงดูดให้เราสองคนได้รู้จักกัน ความผิดปกติทางร่างกายและความพิกลพิการทางใจสานสัมพันพันธ์ระหว่างเราทั้งคู่ให้เป็นเพื่อนแบบห่าง ๆ

ผมระแวดระวัง ถึงขั้นระแวงในการเปิดรับใครสักคนเข้ามาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวเสมอ เตยเองก็เช่นเดียวกัน

ครั้งหนึ่งเราคุยกันบนรถมอเตอร์ไซต์ที่ผมเป็นคนขี่ เราคุยกันถึงความป่วยไข้และครอบครัวของแต่ละคนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่แสนเปราะบาง สิ้นเสียงของเราสองคน มีเพียงเสียงลมปะทะหน้าเท่านั้นที่เราได้ยิน มันคลอไปกับเสียงชาวบ้านตามบ้านช่องริมถนน เสียงรถนานาชนิด ไม่มีการปลอบโยน เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราต่างรู้ว่าความเงียบนี่แหละที่กำลังปลอบโยนเราทั้งคู่อยู่

เหมือนเราเฝ้ามองกันจากที่ไกลๆ ใช้ความเงียบปลอบประโลมกัน บางครั้งผมเองก็กลัวว่า หากเราไม่ยื่นมือเข้ามาใกล้กัน มันจะทำให้เราทั้งคู่ต่างหลุดลอยออกไปยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า หากแต่เพราะเราก็ไม่อาจฝืนตัวเองให้ทำมากกว่าที่เป็นอยู่ เราต่างรับรู้เรื่องราวของกันและกันอยู่แบบนั้น ประคับประคองกันไปตามกำลังที่เรามี แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือทำให้อีกฝ่ายดีขึ้นแต่เราทำได้เท่านี้จริง ๆ (190-191)

 

       โหว่วงของบทสนทนาไม่มีทางเป็นความเงียบ เมื่อความเงียบกลายเป็นความอบอุ่นและการสัมผัสที่ใกล้ชิดสนิทสนมจากเราสอง เราผสานมือกันภายใต้วรรคเว้นระหว่างคำ ระหว่างประโยค ระหว่างบรรทัดที่ภาษาจะอนุญาต, อาจจะเพราะความรู้สึกมันล้นพ้นเกินกว่าจะพรรณนาด้วยคำ อาจจะเพราะความอบอุ่นมันแน่นหนาเกินกว่าภาชนะของภาษา อาจจะเพราะวจนะทำหน้าที่สร้างความอาทรให้เอื้อแก่คู่สนทนาได้ไม่เท่ากับความเงียบ, ความเงียบที่อบอุ่น ความเงียบที่ไม่ได้เงียบเชียบด้วยความเย็นชา ความเงียบที่เป็นการเว้นว่างพื้นที่ให้กันและกัน เมื่อการอัดยัดวจนาตถ์ทำให้ต่างฝ่ายต่างอึดอัด

       เรามองลอดหน้าต่างออกจากรูที่แมลงเม่าจะพอบินเข้ามาได้ ไปยังสถานีอวกาศอันกว้างไกลพ้นลูกหูลูกตา ไม่อาจได้ยินและไม่อาจมองเห็นผ่านลูกตาดำที่มีขีดจำกัดอันน้อยนิดไม่กี่เมตร มองไปยังท้องฟ้าสีฟ้าที่ค่อยๆ ถูกแต้มสีด้วยแสดส้มจนมืดมนลงด้วยสีน้ำเงินเข้ม เราก็ยังมองไม่เห็นว่าคุณล่องลอยไปที่ไหน มีเพียงความเงียบ แมลงเม่า และผีเสื้อเท่านั้นที่คอยทำให้เราสบายใจ ว่าคุณยังรับฟังเราอยู่ห่างๆ ยังเปิดโอกาสให้แรงสั่นสะเทือนจากกล่องเสียงของเราเข้าไปกระทบยังเนื้อหนังของคุณ, กระดูกของคุณสั่นไหวไปทั้งร่างกาย แต่มีเพียงกระดูกก้นหอยที่หูของคุณเท่านั้นที่จะได้ยิน นอกนั้นแรงสั่นสะเทือนนี้ทำอะไร––คุณสัมผัสการโอบกอดของเราได้ไหม

       มวลและ/หรือพลังงานมหาศาลกำลังดูดเราให้เข้าหากัน เราต่างหนักอึ้งไปด้วยความอ้างว้าง เบาบางด้วยความเปล่าเปลี่ยว ต่างฝ่ายต่างห่อเหี่ยวและรอวันที่หยาดน้ำทิพย์จะหยดลงบนดินอันแห้งแล้ง เราสื่อสารกันด้วยสารเคมีที่บินไปกับสายลม เราทักทายกันจากสายฝนที่เทลงมา รากของเราขยับเขยื้อนและเข้าไปสะกิดกัน, แรงมหาศาลจากความเจ็บปวด ภายนอกและภายในดึงให้คนสองคนเข้ามาหากัน ผ่านทางบทสนทนา และร่างกายอันเปลือยเปล่า

      ฮิม––เขาผู้ชาย––ปลดเปลื้องตัวลง จากที่ไม่เคยสัมผัสหญิงนารีนางไหน ก็เข้าใกล้เตยที่ปราศจากความเจ็บปวดที่ขา ค่อยๆ ลูบไล้ไปยังเนื้อหนังมังสา สัมผัสกันผ่านมือและปาก, ไม่มากไปกว่านั้น––เพราะมากไปกว่านั้นคืออะไร? ในเมื่อองคชาตไม่ได้จำเป็นสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ ในเมื่อมันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสอดใส่อย่างเดียว เมื่อมันถูกสร้างมาให้กินด้วยปาก และลูบไล้ด้วยมือ เมื่อมันมีไว้เพื่อปลดปล่อย แต่ไม่ได้เอาไว้ครอบครอง หรือถือดีเสียบแทงใคร ต่างฝ่ายต่างมอบและปรนเปรอให้กันด้วยความอ่อนหวานและลึกซึ้ง ไม่ใช่เพราะเพศที่แตกต่างที่ทำให้เซ็กส์ของทั้งสองดี แต่เพราะความเคารพในร่างกายกันและกันต่างหาก, เราพยายามสร้างคำพูดที่คุณไม่ได้พูดออกมา, ทั้งคู่กอดตระกองกันด้วยกำแพงที่ล่มสลาย กลายเป็นเพียงผีเสื้อมากมายที่ห่อหุ้มกายกันและกัน เราเคยได้ยินว่าปีกของผีเสื้อมีกำลังมากพอจะสร้างพายุขนาดใหญ่ มันอาจสร้างพลังทำลายล้างจากปีกอันสวยงามอย่างละหนึ่งคู่ของมัน เมื่อมันต่างขยับพร้อมกัน บางคนว่ามันนำความตายไปสู่อีกโลก บางคนว่ามันสร้างการเปลี่ยนผ่าน, คุณล่ะ? คิดว่ายังไง

       เรากำลังจินตนาการแสงสาดส่องผ่านผ้าม่านมายังร่างอันอ่อนนุ่มของฮิมกับเตย ร่างที่ไหลเวียน และอ่อนโยนแก่กันและกัน เมื่อคืนสลับเป็นวัน และตะวันคล้อยขึ้น เตยขยับแขน และฝูงผีเสื้อนับล้านขยับปีกเป็นจังหวะเดียวกัน พลันบินสูงขึ้นไป

      “เกย์ผู้เป็นเอดส์กับหญิงผู้ขาอ่อนเปลี้ย,” คุณยิ้ม

เรามีทั้งบทสนทนาและความเงียบ เรามอบความพิเศษในความเรียบเชียบที่ไม่มีเสียง เราให้สัมผัสพิเศษผ่านทางภาษาและสัมผัสกาย เราปล่อยให้กำแพงที่ถูกปลูกสร้างมานานล่มสลายและมองแมลงมีปีกมากมายบินไปมา

       อาจจะเป็นแบบนี้คุณจึงไม่เห็นด้วยกับเอเลน่ากับโดนัลด์, เราอาจจะโอหังและเย่อหยิ่งเกินไปที่จะเติมทุกอย่างไว้ในภาษา ปฏิสัมพันธ์กันด้วยวาจา ลืมไปเสียว่า…

       “…”

       เรากอดกันช่วงระยะหนึ่ง ราวกับเป็นการพักยกความเหนื่อยล้าที่ผ่านมา, เรามองหน้ากัน

       ครั้งแรกคือความบังเอิญ ครั้งที่สองคือความโหยหา ครั้งที่สามคือความตั้งใจ

       เป็นความเงียบที่แนบชิดสนิทกันมากกว่าครั้งไหนๆ

3

คุณในวัยยี่สิบสี่ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับคนอายุสามสิบสาม รักและหลงใหลในอะไรที่คล้ายๆ กัน ชั่วโมงแรกของการพูดคุย พวกคุณต่างดึงดูดทุกสิ่งรอบตัวเข้าหากัน คุณคิดว่าเขาคือคนที่คุณรอคอย

เขาเป็นคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ เขาแนะนำช่างภาพฝีมือดีให้คุณติดตาม เป็นคนที่แนะนำหนังสือแปลของนักเขียนญี่ปุ่นที่คุณไม่เคยอ่าน เขาบอกว่ามันเป็นนิยายที่เหมาะกับคุณอย่างมาก

คุณคือคนที่เขาตามหา เต็มไปด้วยความสดใส ดวงตาเปล่งประกาย และความอยากรู้อยากลองในสิ่งที่เขาปรารถนาจะทำมันอยู่เสมอแต่ไม่มีใครตอบสนองแก่เขาได้

ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างพวกคุณ ทำให้คุณย้อนนึกถึงคำทำนายของบรรดาหมอดูหลายคนบอกว่าคุณมีโชคชะตาอยู่ในวังวนการหลงรักคนมีเจ้าของ คุณไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ คิดว่านั่นเป็นเพียงเรื่องขบขันเท่านั้น แต่ในทุกการกระทำ คุณคิด ตัดสินใจ และเลือกด้วยตัวของคุณเอง

คุณไม่เชื่อ แต่คำทำนายนั้นตอกตรึงคุณไว้ ตั้งแต่คนแรกที่คบจนถึงเขา (15-16)

 

The Reversed Temperance, The Reversed Lovers, The Reversed Chariot, & Four of Cups

       หญิงสาว ชายหนุ่ม เทวี และปีศาจที่อยู่บนหน้าไพ่ทั้งสี่ที่ปรากฏขึ้นมามองคุณสรวลเสเฮฮา พลันลั่นวาจาว่า “ทุกการกระทำ คุณคิด ตัดสินใจ และเลือกด้วยตัวคุณเอง” นางปีศาจเทถ้วยน้ำสลับไปมายิ้มให้กับใบหน้าละอ่อนอันไร้เดียงสาของคุณ เธอกล่าวว่าไม่มีชะตากรรมใดที่หลีกหนีได้ คุณอาจจะเลือก ตัดสินใจ และคิดทุกอย่างด้วยตัวคุณเอง แต่คุณห้ามน้ำที่เปลี่ยนผ่านจากถ้วยหนึ่งสู่อีกถ้วยหนึ่ง ห้ามคลื่นที่กระทบเข้าสู่ฝังครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ได้ ผู้ร่วมรักกันกลั้นสะอื้นอันอื้ออึงด้วยความโศกศัลย์ ไม่นานนักพวกเขาจะถูกอินทรีใหญ่มาฉกชิงตัวฉีกพวกเขาให้แยกออกจากกัน อินทรีนั้นเป็นราชรถที่ขนเอาหญิงสาวออกจากชายหนุ่ม แยกคนรักหนึ่งออกจากอีกคนรักหนึ่ง เธอตื่นขึ้นเพื่อพบว่าตนเป็นเพียงส่วนเกินในความสัมพันธ์ที่ไม่เหลือพื้นที่ที่จะแทรกกลางเข้าไปได้ เป็นพื้นที่ปิดตาย ถ้วยใบแรกคือความสุข ถ้วยใบที่สองคือความรัก ถ้วยใบที่สามคือพันธะอันแน่นแฟ้น ถ้วยใบที่สี่คือส่วนเกิน, คุณดื่มถ้วยใบนั้น ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากคนสองคนนั้น

       สำหรับคุณ คนที่สามมักจะหมายถึงความแปลกแยก คุณมักเล่าถึงประสบการณ์การเป็น ‘คนที่สาม’ คนที่มาอยู่ระหว่างกลางความสัมพันธ์ในยามที่หนึ่งในสองคนนั้นไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ในท้ายที่สุด คุณก็เอาชนะคนรักของเขาไม่ได้ มิคเอาชนะทอมไม่ได้ เหมือนที่แฮมเอาชนะต้อมไม่ได้ ปีศาจที่ถือถ้วยกำลังหัวเราะให้กับมิคที่ไม่เชื่อว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำ ‘ราวกับหนังเรื่องเดิมถูกนำกลับมาสร้างใหม่ เปลี่ยนแค่ผู้เล่นบางคน เหตุการณ์บางเหตุการณ์’ (21-22)

       คุณมักพบว่าตัวเองเข้าไปอยู่ระหว่างความสัมพันธ์ที่ดูหลวมเหลาะ ไม่ได้เกาะกันแน่น แต่ในท้ายที่สุดคุณก็รู้ว่าระหว่างเขาทั้งสอง ไม่ได้มีพื้นที่ให้คุณได้แทรกเข้าไปจริงๆ ไม่ว่าจะแทรกเข้าไปทำลาย หรือแทรกเข้าไปอยู่ด้วย คุณมักพบว่าตัวเองเป็นส่วนเกินที่ต้องลุกขึ้นหนี หรือเดินออกมานั่งนอนห่างๆ ทำตัวไม่มีเสียง และทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่า คุณนั่งตัวลีบอยู่ที่นั่งหลังคนขับ เบาเสียงให้มากที่สุด และพูดในยามที่คนที่คุณเข้าไปมีความสัมพันธ์ด้วยชวนให้คุณพูดกับคนรักของเขา

 

คุณเบนสายตาออกไปนอกหน้าต่างเรือ เด็กเรือวัยรุ่นกำลังแก้ปมเชือกเส้นใหญ่ที่ผูกอยู่ที่เสาเรือ ลมด้านนอกแรงจนดูเหมือนตัวจะปลิว ร่างผอมบางต้องเอามือซ้ายจับเสาเรือเอาไว้ ส่วนมือขวาข้างถนัดพยายามคลายปมเชือกอย่างนั้น

อีกนานกว่าจะคลายปมได้ เชือกเส้นใหญ่กว่าตัว ปมมัดแน่น และลมที่แรงเกินไป ทุกสิ่งรอบข้างไม่เป็นใจสักอย่าง บางขณะที่คลื่นแรง เรือยกตัวสูงขึ้น เด็กหนุ่มคนนั้นเหมือนจะลอยหล่นไปยังเบื้องล่าง โชคดีที่มือจับเสาแน่นทำให้เขาไม่หลุดลอยไปไหน เขาทรุดตัวหลังพิงเสา ปาดเหงื่อผสมน้ำทะเลที่เกาะบนใบหน้าออก ไม่นานก็ลุกขึ้นเริ่มแก้ปมเชือกที่พันอยู่อีกครั้ง (30-31)

 

เหมือนมีหินก้อนใหญ่ถ่วงร่างของพวกเราไว้ เราสามคนต่างหาวิธีที่จะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำให้ได้

       บางคนดำลงไปแก้เชือกที่เท้า

       บางคนฝืนรวบรวมพละกำลังว่ายตะเกียกตะกายขึ้นมาทั้งๆ ที่ยังมีหินก้อนใหญ่ถ่วงอยู่

       บางคนปล่อยตัวเองดำดิ่งลงไป (121)

 

       ปมที่โยงใยยึดร่างของทั้งสามเอาไว้ด้วยกันกลายเป็นพันธนาการที่แยกขาดออกไม่ได้ เมื่อมีคนคนหนึ่งต้องการจะสร้างความสัมพันธ์มากกว่าคนรักของตน โดยที่คนรักคนนั้นไม่ยินยอม ความสัมพันธ์กลายกลับเป็นความอิหลักอิเหลื่อ สายตาของมิคที่มองไปยังความสัมพันธ์ระหว่างทอมกับแน็ค อาจจะเป็นคำพูดเดียวกับที่แฮมพูดกับเบิร์ด

 

อยากเลิกกับคุณ […] ผมทรมาน ผมไม่เคยได้ครอบครองคุณ ผมสูญเสียความเป็นตัวเอง (118)

 

       เด็กกว่า เยาว์วัยกว่า สดใสกว่า ตอบแทนความปรารถนาได้มากกว่า ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคนรักจบลง, ไม่มีคำว่าชู้ มีเพียง ‘รุ่นน้องที่ทำหนังด้วย’ และ ‘รุ่นน้อง ป.โท ที่มาเก็บข้อมูลภาคสนาม’ เท่านั้น เป็นรุ่นน้องที่คอยอาศัยรุ่นพี่ที่ชอบอะไรเหมือนกัน หรือเป็นที่เคารพนับถือในการอิงแอบความสัมพันธ์ และจากไปเงียบๆ ในที่สุด

       คนที่สาม คนที่สี่ คนที่ห้า หก เจ็ด…ไม่ได้เป็นอะไรได้มากกว่าคนแปลกหน้าสำหรับบางคน และคนแปลกหน้าเหล่านั้น กลับมาถามถึงความแปลกหน้าระหว่างคนสองคน, เหมือนอย่างที่แอลมองคนแปลกหน้าทั้งหลายที่มาคั่นกลางระหว่างเขากับคนรัก ที่ค่อยๆ เริ่มเข้ามาสร้างรอยแยกระหว่างกันมากขึ้น, มากขึ้น, มากขึ้น, ปัญหาไม่ได้เกิดจากการมีคนอื่นมาร่วมรักบนเตียงด้วยกัน คุณรู้สึกสนุกสนานและท้าทายด้วยซ้ำ แต่มันเป็นรอยแยกที่ไม่อาจเชื่อมประสานได้ทัน เป็นความแปลกหน้าระหว่างคุณและคนรักที่มากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแค่มีร่างกายอื่นเข้ามาพัวพันและกั้นเอาไว้เท่านั้น, อะไรบางอย่างที่มิคและแฮมทำไม่ได้ ในเวลาที่แรงดึงดูดระหว่างมวลระหว่างคนรักยังหนาแน่น และแฟ้นมั่นเกินกว่าจะแทรกตัวเข้าไป

       ปริออก ปริออก ปริออก, ตัวคุณในเวลานี้ค่อยๆ แตกสลายไปตามภาษาและเรื่องราวที่คุณเล่าให้เราฟัง ราวกับเป็นบทละครตอนหนึ่งที่คุณท่องล่องออกไปไกล เป็นประสบการณ์ เป็นความร้าวฉานที่มีความแปลกหน้าเข้ามากั้นระหว่างกลาง จากนั้นคุณเริ่มแตกออก ออกเรื่อยๆ

       ผับ ผับ เสียงเนื้อกระทบมวลไขมันมากมายดังขึ้นขณะที่คุณเล่าเรื่องของท็อปให้ฟัง เสียงมันเริ่มดังขึ้น ดังขึ้น

       ระหว่างที่คุณกำลังท่องบทหนังสั้นที่ดำเนินเรื่องอยู่เรามองไปยังตู้ปลาที่ตั้งอยู่ในห้องนั้น มันเป็นเหมือนของประกอบฉาก ปลาข้างในว่ายไปว่ายมา น่าแปลกที่อีกฝ่ายรู้ความรู้สึกของปลาแต่ไม่อาจรู้ความต้องการของท็อปได้ คุณว่าแปลกไหม มันเป็นความสงสัยที่ผุดขึ้นมา ไม่ว่าจะจากเราหรือจากท็อปที่มีต่อคนรักของเขา

       คุณค่อยๆ เร่งเร้าความเจ็บปวดให้เพิ่มทวีคูณตามปริมาณและคุณภาพความรักความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ถ้วยสี่ถ้วยที่วางล้มระเนระนาด มันเกลื่อนกลาดทั้งความรู้สึกและความสัมพันธ์ ความเกรี้ยวกราดคุกรุ่นอยู่ในใจ คุณอยากสาปแช่งคนที่มาแย่งเอาของรักของคุณไป ทั้งที่คุณถูกกำหนดว่ามาทีหลัง คุณมองไปยังปลาจำนวนมากที่แหวกว่าย มันมีความสุขเพียงใดที่ถูกตอบสนองความต้องการ ได้รับอาหารเมื่อยามหิว ในขณะที่คุณเป็นเพียงอาหารมื้อว่างในเวลาที่เขาต้องการ เมื่อเขาปรารถนาและทำไม่สำเร็จ เมื่อเขาเหงาวังเวง เมื่อคนรักของเขาตอบสนองไม่ได้อย่างที่คุณ, ผู้เยาว์วัยกว่า เด็กกว่า สดใหม่กว่า, จะตอบสนองให้เขาคนนั้นได้ คุณถูกเรียกกวักเข้ามา และถูกหยอดหย่อนลงไป เขาเป็นปลา และคุณเป็นอาหาร หรืออาจจะเป็นบรรยากาศในตู้นั้น คุณทำให้เขาพึงใจ ในที่สุดเขาจะกลืนกินและทิ้งคุณไป — นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำไมเขาถึงดูเข้าใจปลาในตู้ดีเสียเหลือเกิน

        คุณมองเขาผู้ไม่เอาไหนในเรื่องเซ็กส์ คุณมอบความวาบหวามให้เขาได้ ในขณะที่คุณอาจจะพึงใจในความเรียบง่ายและความสม่ำเสมอ ความมั่นคง มากกว่า คุณก้าวถอยห่างออกมา ก่อนจะรุดหน้าเข้าไปอย่างรุนแรง คุณใช้นามในฐานะผู้กำกับ ที่นำเขามาเป็นนักแสดง จัดฉากให้เขาทำท่าทางออกกิริยาที่คุณกำหนดไว้แล้วว่า จะนำมาสู่ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสเหลือคณา บทที่คุณท่องอยู่คือการแก้แค้น และคุณพร้อมแตกสลายไปกับมัน คุณอาจจะรอให้มีดดาบคมหนามจากการพังทลาย การปริแตกของคุณมันไปทิ่มแทงอีกฝ่ายให้จงได้ คุณค่อยๆ สาปแช่งผ่านข้อเขียนและการดำเนินไปของเรื่องราว เมื่อมันถึงตอนจบที่คุณพอใจ คุณตะโกนออกลั่น ทันใดนั้นทุกคนหยุดลง

 

ผมกำลังปริแตกท่ามกลางคุณและชายคนนั้น

 

คัท! (59)

 

       “คุณทำสำเร็จไหม,” เราหันไปถาม

       อาจจะ และอาจจะไม่, เราปล่อยให้เรื่องราวนี้หลุดลอยไป มันคงเป็นช่วงตอนที่เราไม่ชอบที่สุดเท่าที่คุณเล่ามา ราวกับกำแพงที่พังทลายไปก่อนหน้าถูกก่อร่างขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางความแปลกหน้าและเป็นอื่น, เพื่อป้องกันตนจะแปลกหน้า และป้องกันความแปลกหน้ามากล้ำกราย

       คุณค่อยๆ แผ่ขยายตัวออกจากที่หดลง, คุณค่อยๆ ผ่อนคลาย

       เราจินตนาการถึงตู้ปลานั้นอีกครั้ง ที่นั่นมีเด็กเรือที่ค่อยๆ แกะสายกระโดงเรือที่ผูกมั่นเอาไว้แน่นหน้า ทอดสมอลงไปผูกแน่นกับคนสามคนที่พยายามแก้เชือกในแบบของตนเอง พยายามสุดความสามารถที่จะพ้นพันธนาการ ไม่มีใครบนเรือนั้นใส่เสื้อชูชีพ ราวกับทุกคนยอมแบกรับความเสี่ยงที่จะตกน้ำและดำดิ่งอย่างไม่กลับฝั่ง

       ปลาทั้งหลายแหวกว่ายด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อถึงเวลาให้อาหาร พวกมันสำราญอยู่ในบ้านของมัน

       ทันใดนั้น มันถูกช้อนตัวขึ้น กระโดดดิ้นอยู่หลายนาที เรียกร้องหาชีวิตก่อนจะดับสลาย มันค่อยๆ สิ้นใจในที่สุด

4

       “คุณว่ามันจะเป็นไปได้ไหม,” เราเอ่ยขึ้นมาเงียบๆ ในใจ “ความรักน่ะ”

       รักไม่มีเพศ บางคนมักจะพูดแบบนั้น เราว่ามันไร้สาระสิ้นดีเลย คุณว่ายังไงล่ะ? คุณว่าความรักมันบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอย่างนั้นหรือเปล่า? คุณคิดว่ามันเป็นความรู้สึกที่ไม่มีสิ่งอื่นมาเจือปน ใสสะอาด ปราศจากสิ่งแปลกปลอม? มันอาจจะไม่มีมลทินหรือสิ่งแปลกปลอมจริงๆ นั่นแหละ เพราะไม่เคยมีรักไหนที่ไม่มีส่วนผสมอื่น ไม่เคยมีรักไหนที่ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง มันเข้ามาพัวพันกันจนเราแยกไม่ขาด และอาจจะตัดสินใจไปก่อนว่าความรักใสสะอาด ความรักคือเรื่องของคนสองคน

       ยามที่เรากอดก่ายกัน มันเหมือนมีมือมากมายเข้ามาสัมผัส และบอกห้ามและดึงดันการกระทำของเราอยู่เสมอ เราต่างปิดตัวกันอยู่ในห้องมืด ม่านที่เปิดออกกว้างทำให้เรากลัวว่าคนนอกจะส่องเข้ามาได้ แสงไฟที่เรามีเป็นแสงสลัวของตึกในมหานครใหญ่ ไม่ใช่แสงจันทร์สว่างใส ไม่ใช่แสงดาว แสงอาทิตย์ยิ่งไม่ใช่ เราไม่ได้พบปะกันในเวลากลางวัน, พวกเราอาศัยเวลานอกเวลาทำการของชีวิต ค่อยๆ กินกันในยามส่วนตัว และปิดลับ เรามีความรักด้วยการหลบซ่อน เราเงียบเสียง และความตื่นเต้นของเรามาจากความอึกทึกและความหวั่นเกรงว่าคนอื่นจะรู้เข้า

       รักง่ายหน่ายเร็ว ความรักของเกย์มักจะถูกเล่าแบบนั้น เราก็ถูกบอกมาแบบนั้น จำความได้ว่าตอนเด็กๆ ตอนที่ความเป็นเกย์ยังต้องหลบซ่อน และความเป็นกะเทยหมายถึงความตลกเพียงอย่างเดียว ครอบครัวเราส่ายหน้าให้กับข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่จบลงของคู่รักที่เป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่ พี่เลี้ยงพร่ำบ่นเมื่อเห็นรูปเกย์สองคนแต่งงานกัน ตอนนั้นคำว่าวิปริตมีอยู่เต็มไปหมด เมื่อคนออกมาเฉลิมฉลองและเรียกร้องต่อความรัก

       ยามเราเป็นเด็กเราถูกเพื่อนผู้ชายชี้หน้าในความไม่ปกติของตนเอง เราถูกด่าทอล้อว่าเป็นตุ๊ด เพราะมีลักษณะตุ้งติ้งไม่เหมือนอย่างที่เด็กผู้ชายในตอนนั้นควรจะเป็น เขาหัวเราะใส่เรา เขากีดกันเราออกไป ในเวลานั้นเราเกลียดตัวเอง เกลียดที่ไม่มีเพื่อน เกลียดที่ไม่มีใครยื่นมือมาโอบรับในสิ่งที่เราปรารถนาและเป็น ผู้คนที่เห็นใจต่างบอกให้เราเข้มแข็งและ “เป็นผู้ชายให้มากขึ้น” เพื่อที่จะไม่ถูกล้อ, “ทำตัวให้แมน” หรือ “เขาแค่เรียบร้อย เขาไม่ใช่ตุ๊ด” เราเคยเกลียดสิ่งที่เราเป็น เกลียดชื่อเสียงเรียงนามที่เขาให้กับเรา เกลียดทุกอย่างในวัยประถม เราอยากตาย, แต่เราก็อ่อนแอเกินไป เราเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความแตกสลายในใจนั้น อยากจะฝังกลบมันลงให้ลึกที่สุด ไม่อยากจะขุดมันขึ้นมาอีก ทุกวันนี้เรามองชีวิตในวัยเด็กเป็นเรื่องตลกฝืด ขมขื่น และไม่น่าจดจำเลยสักนิด

       โตขึ้นมาอยู่มัธยม นักเรียนชายหลายคนเริ่มตามหาตัวเอง ห้องน้ำโรงเรียนชายล้วนเป็นสถานที่ที่มักจะมีข่าวลืออื้ออึงเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ ครูผู้หญิงบางคนเอามันมาหัวเราะ ครูผู้ชายบางคนไม่กล้าพูด เด็กผู้ชายที่กำลังจะโตเป็นชายหนุ่ม เรียกให้เกย์กะเทยเข้าไปในห้องน้ำกับเขา พบถุงยางอนามัยในโรงเรียนชายล้วน นั่นไม่น่าขำหรอกหรือ พวกเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะสัมผัสกัน แต่ก็เก้อเขินเกินกว่าจะยอมรับว่านั่นคือสิ่งที่พวกเขาล้อเลียนมาแต่เด็ก เราถูกละเว้น ในฐานะเด็กที่มีเพศเป็นอื่น แต่เด็กผู้ชายที่ยังยึดถือว่าตนเป็นชายบางคนเผชิญกับการล้อเลียนจากเพื่อนสนิทของตนเกี่ยวกับความเป็นเกย์ ผู้ชายบางคนหอมแก้มเพื่อนผู้ชายอีกคนที่หน้าตาน่ารัก เราหัวเราะให้กับมัน แต่เราจำได้ไม่ลืมเกี่ยวกับคำครหาและด่าทอที่เราเคยเจอในวัยประถม วันวานผ่านไปมาถึงมัธยม เราไม่ได้แปลกใจไปกว่าเดิม ได้แต่ตั้งคำถามในใจหลายอย่างที่คำตอบก็ชัดเจนอยู่แล้ว

       แต่เดี๋ยวพวกเขาก็มีแฟนเป็นผู้หญิง, ห้องน้ำในโรงเรียนชายล้วนก็แค่… วิถีแห่งการเติบโต?

       โง่, โง่สิ้นดี.

 

       เวลาคุณเล่าถึงความทรงจำ มันมักจะมีชั่ววินาทีหนึ่งของเราที่ทำให้เราคิดว่า ทำไมกัน, ทั้งที่มันก็เหมือนจะดีอยู่แล้วแท้ๆ

       คุณมักจะเล่าถึงตัวละครที่เยาว์วัย บางคนไร้เดียงสา อาจจะเป็นคนในวัยยี่สิบต้น ๆ เท่าที่คุณเล่ามา คนรักของเด็กหนุ่มที่น่าจะอายุมากที่สุดน่าจะเป็นคนรักของฮามใช่ไหม เทียบกันแล้ว อายุของทั้งสองคนห่างกันเหมือนจะเป็นอาหลาน ทั้งคู่อาจจะอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าวาวโรจน์ในการทำงาน คนหนึ่งเริ่มทำงาน อีกคนมีหน้าที่ที่สังคมมองว่ามั่นคง ทั้งสองเริ่มคบกันอย่างไร คุณไม่ได้เล่าให้เราฟัง แต่ชีวิตรักของพวกเขาดีราวกับข้อจำกัดมากมายก่ายกองที่ขั้นกลางระหว่างพวกเขาไม่ได้มีความหมายเท่ากับความรู้สึกอันล้นพ้นที่ทั้งสองมีต่อกัน

       ข้อจำกัดคืออะไร, เราถาม อะไรทำให้สองคนนั้นเขารักกันไม่ได้; อาจจะเป็นครอบครัวฝ่ายคนรักฮามที่ไม่ได้ ‘เข้าใจ’ ชีวิตรักและรสนิยมทางเพศของลูกชายตนเอง อาจจะเป็นหน้าที่การงานที่สังคมมองว่ามั่นคง ความเป็นราชการและหน้าตาในวงสังคมที่เขาต้องเก็บรักษาไว้ หรืออาจจะเป็นเวลาราชการอันท่วมท้นที่ถ้าหากเขามีคนรักเป็นผู้หญิงและได้แต่งงานกัน คงมีข้ออ้างอีกมากที่จะบอกแก่ที่ทำงานเพื่อลาไปหาคนรักง่ายๆ คุณหัวเราะ เพราะคุณไม่ได้เล่าแบบนั้น เรากำลังคิดไปเองในข้อสุดท้าย, แต่มันก็เป็นไปได้ใช่ไหมล่ะ เราเถียงอย่างไม่จริงจังนัก

        คุณเล่าว่ามันเป็นความรักที่คงที่ ไม่ได้มีความก้าวหน้าในความสัมพันธ์เป็นพิเศษ แต่ในคราวแรกมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความสุขในแววตาของกันและกัน นอกจากหนังสือ คุณก็จะเล่าเรื่องของการร่วมรักในห้องสักห้องหนึ่ง หากไม่เป็นโรงแรมที่มักไปพักเป็นประจำเวลาที่คนรักของฮามมากรุงเทพ ก็เป็นห้องของฮาม คราวนั้นเขาเอาผลส้มมาบีบคั้นและโลมเลีย มันเป็นเซ็กส์ที่พิเศษด้วยความวาบหวามที่คนรักฮามมอบให้ พวกเขาจูงมือกันไปต่อที่ใต้บันได เมื่อโมงยามราชการเคลื่อนคล้อย มันจึงเป็นเวลารักของพวกเขา เป็นเวลาอันน้อยนิดและดำมืด เมื่อชั่วครู่ชั่วยามที่แสงไฟดับลงในโรงละคร ช่วงที่คนมองไม่เห็น และเป็นเวลาที่สามารถตักตวงสัมผัสระหว่างริมฝีปากของกันได้ เพียงชั่วเดียว เพียงชั่วคราว เมื่อแสงไฟกลับมา เราต้องไม่รู้จักกันอีกครั้ง, เราจะเดินสวนกันไปตามทางของตนเอง เราจะถูกแนะนำโดยคนรู้จักของกันและกัน จากนั้นเราค่อยนัดพบเมื่อถึงจังหวะสมควร

        ชีวิตรักของฮามกับเขาค่อยๆ ห่างกันเรื่อยๆ น่าตลกที่แม้แต่เพื่อนของฮามเองก็ยังสงสัยว่าอะไรทำให้ฮามคบกับเขามาได้หลายเดือน จนกลายเป็นปีและกำลังจะขึ้นปีที่สอง อะไรทำให้เพื่อนของฮามคิดแบบนั้น เพราะความรักต่างวัย ต่างหน้าที่การงาน ต่างชีวิต ต่างวงสังคมรึเปล่า? เราสงสัยว่าเพราะความคงที่นั้นหรือเปล่า คุณไม่ได้เล่าลงรายละเอียด ไม่สิ ในมุมมองของฮามเอง เขาคงไม่มีทางได้รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไรจึงไปมีสัมพันธ์กับคนที่เด็กกว่า คนที่อ่อนนุ่ม และสะอาดสะอ้าน คนที่เขาเรียกว่าเพื่อน, มันอาจจะเป็นความโหยหาลึกๆ ในความเยาว์วัย ปรารถนาในความสดใหม่ หรืออะไรก็ตาม, ไม่ว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความสัมพันธ์มันค่อยๆ จบลงอย่างที่มันควรจะเป็น

        เรามักจะนึกถึงคำพูดที่เขามักจะพูดกันว่า ความรักของเกย์ มันรักง่ายหน่ายเร็ว ถ้าความรักมันมีเพศจริง เพศของมันคงไม่ได้ถูกกำหนดมาจากภายใน หรือเป็นธรรมชาติ เงื่อนไขมาแต่กำเนิดก่อตัวของความสัมพันธ์หรอก จริงไหม? เวลาราชการของคนรัก ความปรารถนาที่ไม่อาจเติมเต็มของเขา ชีวิตอันวุ่นวาย และทุกอย่างมากมายเข้ามารบกวนและเสียดแทงความรักของฮามและเขา ทีละนิด, ทีละนิด จนกระทั่งมันปริแตกจากภายใน, ไม่สิ คุณอธิบายในเรื่องนี้ว่ามันเหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อไม่ครบ เรามองภาพของฮามที่หาร่องรอยช่องว่างสุดท้ายไม่เจอในยามที่ความสัมพันธ์มาถึงจุดสูงสุดและต่ำสุดของมัน เขาปิดงำความแตกสลายและแค่อยากจะหายซ่อนไปในหนังสือเล่มไม่หนาของเขา ยามเช้าเขาบอกลาไปโดยไม่พูดอธิบาย

        ราวกับมีใครปิดช่องว่างที่ยังเหลืออันนั้นไว้ ราวกับมือปริศนาทำให้ความสัมพันธ์ไปต่อไม่ได้มากกว่านี้ ถ้าจะมีใครพูดว่าความรักช่างบริสุทธิ์ ความรักของฮาม ของคุณ ของเรา ของเกย์กะเทยเลสเบี้ยนและของคนข้ามเพศมากมาย จะเป็นดั่งราชินีแห่งทิศใต้ที่ขึ้นมากู่ร้อง ดั่งคนอิสราเอลในยามที่พระเยซูมาปรากฏต่อหน้าพวกเขา, “ความรักของพวกท่านมันหอมหวานและเป็นที่ปรารถนาในหมู่ชุมชน เหตุใดจึงเอามันมาเป็นบรรทัดฐานวางทาบหน้าความรักอันขื่นขมและไม่อาจเป็นไปได้ของชาวเรา” พวกเขาไม่เคยรู้และอาจไม่ได้สังเกตว่าความรักเหล่านั้นมันเจือปนไปด้วยความเคารพและยอมรับจากสังคม อย่างน้อยก็จากครอบครัวของพวกเขา ให้มันเป็นไปได้ และเป็นไปได้อย่างสวยงาม ขณะที่คนรักของฮามยังต้องต่อสู้และคอยประนีประนอมห้ามปรามคนในครอบครัวที่อาจหาญมาใช้คำว่า ‘ไม่เข้าใจ’ ในความสัมพันธ์และความรักของลูกชายของตน

        เราว่ามันน่าตลกที่เขามีสิทธิ์ที่จะไม่เข้าใจ ในขณะที่ข้าราชการแบบคนรักฮาม ผู้มีอายุอานามแทบเป็นอาของฮาม เป็นผู้ใหญ่ ยังจำเป็นต้องกราบกรานและพยายามประคับประคองครอบครัวที่จะแตกสลายจาก ‘ความไม่เข้าใจ’ นี้, น่าตลกสิ้นดี น่าหัวเราะ

        เราหัวเราะอย่างขื่นขมให้กับความมืดมนและไม่มีแสงสว่างในความรักของฮาม แม้ท้ายที่สุดเขาจะพยายามลืมมันไป เหมือนอย่างความรักของคนอื่น ๆ ความรักที่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ในเรื่องเล่าที่ไม่มีชื่อ สัมผัสระหว่างบอยกับพี่หลุยส์ สัมพันธ์ระหว่างไนท์กับพี่ยศ หรือรอยจูบระหว่างเล็กกับโมทย์

 

ความทรงจำต่างๆ ก็พรั่งพรู มันยังทำงานได้ดีในเรื่องไม่เป็นเรื่องเสมอ (137)

 

       เราเจ็บปวดเพราะความรัก อกหักเพราะสิ่งที่ตนเป็น รวดร้าวจากสิ่งที่เขาเห็นและเข้าใจ แตกสลายในความมืดอย่างเงียบๆ

       เราเกาะเกี่ยวและร่วมรักกันในที่ไร้แสง ไฟร้อนแรงจากร่างกายของเรายังคงลุกโชนและทำงานในที่ลับแห่งนี้ ทิชชู่มากมายกระจัดกระจายอย่างที่มันเป็นและไม่มีใครรังเกียจ เรานอนพัก ร้องไห้ ร่วมรัก กัดกิน ดื่มน้ำ แข็งขืน อ่อนนิ่ม พลิกกายไปมา เปลี่ยนท่าทาง เราตอบรับกันแม้เป็นครั้งแรกของกันและกัน

        เราเริงระบำกันโดยไม่มีเสียงเพลง ไม่มีพิธีและการบรรเลงเหมือนวันแต่งงานของคู่รักชายหญิง มีเพียงจังหวะการกระทบเนื้อ และหัวใจที่เต้นสลับกันราวกับมันจะโลดออกมาจากอก มือของเราลูบไล้ไปทั่วกาย ปาดเหงื่อกาฬมหาศาลที่ทะลักล้นออกมาแม้เครื่องปรับอากาศจะเย็นฉ่ำขนาดไหน นิ้วของเราสอดเข้าไปในโพรงลิ้นของกันและกัน อ้ามันและเราใช้ปากเลียเอาน้ำลายมาไล้สัมผัสอีกฝ่าย

        สุดท้ายเราใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาของกันและกัน ในยามที่กามกิจกลายเป็นโศกนาฏกรรม เราร่วมรักท่ามกลางความผุพัง เราขยับไปกับความสงสัยว่าเราทำร่างกายส่วนไหนหล่นหายไปกลางทางหรือไม่ เราไล้มือสำรวจกันและกัน และพบว่ามีเรื่องราวอีกมากมายที่ยังไม่ได้เอ่ยให้ฟังกัน

        คุณสอดใส่เข้ามาอย่างอ่อนโยนแต่แข็งขัน คุณกระแทกกระทั้นก่อนจะผ่อนปรน เราลุกขึ้นอยู่เหนือและกลายเป็นคนที่ฝังมันเข้าไปยังร่างกาย ตอกปรารถนาของคุณเข้ากับความใคร่ของตนเอง

        ยังเหลือโหว่วงสุดท้ายที่คุณยังไม่ได้เล่า หลุมดำที่เป็นดั่งหลุมสุสานฝังกลบศพความเจ็บปวด และเลือดเนื้อของคุณ เราโน้มลงจูบอก และคุณลุกขึ้นนั่ง เราประชันหน้าและมองใบหน้าของกันและกัน เราสงสัยว่าของเหลวที่ไหลเปรอะแก้มของอีกฝ่ายคือเหงื่อจากความเหนื่อยล้า น้ำลายจากการโลมเลีย หรือน้ำตาจากความโศกศัลย์

5

       นอกจากกล้ามขาที่ใหญ่แล้ว ใหญ่คงมีหัวใจที่ใหญ่เหมือนอย่างชื่อของตนเอง, เราเชื่ออย่างนั้น

 

มันเป็นวันที่ฝนตกตั้งแต่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ตกจนถึงเวลาปัจจุบันที่ก้าวพ้นวันใหม่ (201)

 

       เราภาวนาให้ฝนทำให้ไฟที่คุกรุ่นและลุกไหม้ดับลง ขอให้ไอฝน ละอองความเย็นทำให้ทุกคนปลอดภัยจากความรุนแรงที่แสนสาหัส ณ เวลานั้น, แต่ดูเหมือนมันจะกลับกลายเป็นฝนที่สาดมาจากรถยนต์ เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ผลิตสายน้ำรุนแรง แรงกว่าสายที่เอาไว้ทำความสะอาดรถยนต์ แรงกว่าที่ใช้กับเครื่องยนต์ไหนๆ และมันถูกใช้กับผู้คนที่อยู่บนท้องถนน

       มันมีสี สีของมันคือสีน้ำเงิน มันกัดกินผิวหนัง และราดสาดรงค์วัตถุติดตามตัวตน ทำให้ล้างไม่ออก คนจำนวนมากวิ่งกระจายออกไปตามจุดต่างๆ กลางกรุงเทพมหานครนั้น สายน้ำแรงไหลกัดทะลุทำลายไปยังผู้คนต่างๆ ละอองของมันทำให้คนแสบตา เด็กน้อยร้องไห้จากความรุนแรงที่ตนเองโดน คนทำงานล้มลงศีรษะฟาดกับพื้นจากแรงอัดของน้ำที่พ่นใส่เขา, สองคนนี้เพียงแค่เดินผ่าน พวกเขาทำอะไรผิด?

       เหมือนอย่างที่แม่ของใหญ่ไปตามสามีของนาง เขาจำบทกวีที่เขาเคยเขียนให้ภรรยาของตนไม่ได้แล้วหรือ? เขาลืมเลือนความรู้สึกดี ๆ ความรัก ความภักดีต่อภรรยา ไปหายังอำนาจบารมี ความเป็นใหญ่ในพื้นที่อื่นแล้วหรือ? เขาถือปืน เขาออกคำสั่ง, เขายังเป็นแกนแฟนของแม่ใหญ่ เป็นพ่อของใหญ่อยู่เหมือนเดิมไหม?

       แม็ค ผู้ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลมาก่อน ค่อยๆ มองแผลของตนที่ถูกทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือและเบตาดีน ความแสบแปลบปวดที่รวดร้าวขึ้นไปจากแผลจะค่อยๆ หายดีจากความสะอาดที่ใหญ่ทำให้ มือของใหญ่ลูบไล้เรียกสัมผัสจากตัวแม็ค เรียกโอบกอดด้วยความโหยหา ด้วยความเจ็บปวด เขาหัวเราะ จากนั้นเขาร้องไห้ และเขาทั้งสองต่างร่วมรักกันในที่ที่มีเสียง, เสียงที่ยังวนเวียนและหลอกหลอนใหญ่เอาไว้ และคอยเตือนใจว่าไม่มีที่ใดที่เงียบและปราศจากสุ้มเสียงนี้ไปได้ ‘ถ้าเราอยากจะอยู่ในส่วนที่เงียบที่สุดในโลก เราคงต้องอยู่ในสภาพไร้ชีวิตเท่านั้น’ (212)

       เราจินตนาการถึงผู้คนที่เข้าออกโรงพยาบาลในเวลาดังกล่าว วัดวาอารามที่ควรจะเป็นสถานรับประกันความปลอดภัยกลายเป็นสถานที่เงียบงันและหลอกหลอนจากรอยเลือด และรอยร้างชีวิตที่เกรอะกรังไปทั่วบริเวณ ไม่มีเสียงตอบรับจากผู้ที่สูญหาย ไม่มีเสียงร้องไห้ให้ได้ยิน ไม่มีเสียงของแม่ ไม่มีเสียงของพ่อ ไม่มีคำบอกเล่าของญาติ เขาอาจจะคิดว่าใหญ่เด็กเกินกว่าจะรับรู้เรื่องราวในตอนนั้น, ทำไมกัน ทำไมคราวนี้ความเงียบกลับกลายเป็นความดังอื้ออึงสุดจะทน ทำไมคราวที่ใหญ่ร้อนรนเรียกให้แม็คกระแทกตนเข้ามาจึงกลายเป็นการครวญคราง ความโศกศัลย์

       น้ำตาแล้วน้ำตาเล่าที่หลั่งออกมาจากนัยน์ตาทั้งคู่ เหมือนฟองสบู่ที่เด็กหญิงเป่าฟูฟ่องและลอยขึ้นไปยังเพดาน มันแตกออกเหมือนคราวมันสัมผัสกับหลอดไฟด้านบน, หนึ่ง, สอง, สาม, มีคนอีกมากหายไป มีน้ำตาอีกมากไหลรินหยดลงพื้น และฝนยังตกลงมาอีกหลายวัน ไม่ทันที่ระลอกเก่าจะซางซา ระลอกใหม่ก็ซัดเข้ามา ราวกับพระเจ้าได้บอกโนอาห์ให้สร้างเรือและพาสัตว์อย่างละคู่ไปยังดินแดนพันธสัญญา, แต่ที่นี่ไม่มีดินแดนพันธสัญญา เราต่างร้างราจากความสิ้นหวังด้วยกัน เราร่วมรักกันท่ามกลางความโศกาดูรที่พูดไม่ออก มีเพียงเสียงหัวเราะเฝื่อนจากเลขหมายที่ไม่สามารถติดต่อได้ กลิ่นเหม็นไหม้ที่ยังลอยมาติดจมูกคู่กับภาพความวุ่นวายในกรุงเทพตอนนั้น

       ตอนนี้อาจจะไม่ต่างกัน เปลี่ยนจากไฟเป็นน้ำ เปลี่ยนจากการเผาไหม้เป็นแรงอัด, เรามองไปยังผองเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยความสั่นกลัว มองผู้คนจำนวนมากที่วิ่งหนี เอาร่มของตนโยนโอนให้ผู้ประสบเหตุด้านล่างจากบนสะพานลอย จนกระทั่งร่มทั้งหลายเอาไม่อยู่ พวกเขากระจัดกระจาย ไม่สามารถทนแรงต้านของสัตว์ประหลาดและเครื่องจักรที่ถูกคาดหวังให้มาพังทลายสลายการรวมตัวของคนจำนวนมากในวันนั้น, เราโทรหาพี่ที่รู้จัก เราโทรหาพี่ของเรา เราติดตามข่าวที่อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ เราถามหาคนที่ยังไม่กลับบ้านด้วยความตื่นตระหนก เรากลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้น กลัวเสียงปืน กลัวเสียงระเบิด กลัวทุกอย่างที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นทั้งนั้น

       เราคิดถึงใหญ่ ‘ดวงตาแจ่มใส [ใน] ชุดทำงานสีเขียวอ่อน’ (205) เราอยากฝากถามถึงแม็คว่าเขาเป็นอย่างไรเมื่อต้องเห็นคนเข้ามาในโรงพยาบาล เมื่อเขาต้องหามแบกร่างกายที่อ่อนแอและทรงตัวไม่ไหว เมื่อยามร่างกายนั้นป่วยไข้ และเมื่อยามร่างกายนั้นถูกทำร้ายมาสารพัด เขาได้ยินเสียงหัวใจของคนไข้ผ่านเครื่องจักรทุกวัน เขาเป็นอย่างไรบ้าง?

       เราไม่อาจคิดถึงภาพความทรมานแสนสาหัสที่ผ่านหน้าตาของเหล่าแพทย์พยาบาล และบุคลากรทั้งหลายในวันนี้ได้เลย มากกว่านั้น เราไม่อาจจินตนาการถึงความเจ็บปวดเหลือคณานับของมารดาผู้เสียชีวิต, ผู้เสียชีวิตผู้เป็นพยาบาลที่คอยดูแลผู้ชุมนุมในวันนั้น

 

ใหญ่กอดผมแน่น เขาซ่อนความเศร้าไว้ทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นความเศร้าในรอยแยกระหว่างความทรงจำและการหายสาบสูญไปของแม่

เสื้อผ้าของเราต่างค่อยๆ ถูกปลดออก ใหญ่ถ่ายน้ำหนักมือมาที่ต้นขาแล้วรูดบ็อกเซอร์ออกจากตัวผม เราร่วมรักกันเหมือนเด็กมัธยมที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ทั้งที่มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เราร่วมรักกันเสียหน่อย

ภายใต้เสียงฝนตกกระทบหลังคา ร่างกายของเราทั้งคู่สั่นไหวจากความหวาดกลัว หากแต่ความปรารถนาก็เผยร่างการกระทำที่น่าตื่นเต้น ไม่มีใครถอยห่างหรือหยุดชะงัก แต่มันติดขัด เงอะงะ และไม่ลื่นไหล ท่อนเนื้อร้อนฉ่าราวกับเหล็กที่ผ่านความร้อนยามเมื่อเบียดเสียดท่อนเนื้ออีกท่อน

นานจนรู้สึกว่ามันอาจเป็นเพียงเพราะเราไม่แน่ใจว่าเราอยากร่วมรักกันจริงๆ หรือเรามองหาการปลอบโยนที่ดีกว่านี้ไม่ได้ มีแต่ความเจ็บปวดแผ่ซ่านอยู่ทั่วร่างกาย น้ำตาใหญ่ยังคงไหลไม่หยุดพลางพูดแต่ประโยคเดิมซ้ำๆ

“ไม่เป็นไร เราทนได้ เข้ามาเลย เราทนได้” (212-213)

 

       มองออกไปเราสงสัยว่าเมื่อไหร่กันฝนจะหยุดตก เมื่อไหร่กันแรงสาดอัดจากน้ำเหล่านั้นจะหยุดลง มีดดาบในรูปของละอองน้ำชะกร่อนคนจำนวนมากที่ไปยังใจกลางกรุงเทพฯ ณ ตอนนั้น พวกเราต่างสั่นกลัว, คุณและเรา, เราสั่นไหว น้ำตาไหลรินราวกับเขื่อนอารมณ์ไม่อาจกักกั้นความกลัวเอาไว้ได้อีก

       เราร่วมเพศกันอย่างไร้เดียงสา เหมือนยามพระศิวะกลืนพิษนาควาสุกรีจนกลายเป็นเด็กอีกครั้ง พระแม่อุมากลายอวตารเป็นพระแม่ตารา โอบอุ้ม คุ้มครอง และร้องเพลงให้เทวาจนกระทั่งองค์มหาเทพถอนพิษนั้น, พิษของพระองค์ท่านยังติดอยู่ที่พระศอจนเป็นสีนิลดำ, เราต่างกลืนกินพิษแห่งความทรงจำและเจ็บปวดนั้น มีรอยแดงก่ำจนดำไหม้ ร้องไห้จนหมดไส้ หมดเสียง แต่ยังไม่หมดอาลัย เราต่างโอบอุ้มกันเอาไว้ราวกับเราเป็นพระแม่ตาราของกันและกัน คอยร้องเพลง ตบหลัง แต่ก็สั่นเทา

       เรามึนเมาไปกับประวัติศาสตร์และเรื่องเล่า ความทรงจำอันขมขื่นและหรรษา เราเฆี่ยนตีตนเองจนเจ็บปวดด้วยการจำได้และการลืมมากมายที่ผ่านมา เราหัวเราะเฮฮากับอดีตที่ไม่น่าจดจำ เราร้องเพลงเต้นระบำและร่วมรัก เราชวนชักกันและกันไปสู่พื้นที่ส่วนตัว เรามัวมึนไปกับความจริงและไม่จริง ชีวิตอันมีเลือดเนื้อหนังมังสาและประวัติศาสตร์โอ่อ่าบนหน้ากระดาษที่ไม่อาจแยกกันขาด, และเราร้องไห้ ร้องเพราะรัก ร้องจากใจ ร่ำไห้ให้กับชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด

       และเราจูบกัน ฝากฝังร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์อันเล็กน้อยในจักรวาลเอาไว้ด้วยกัน

       ในเมื่อไม่มีใครจำได้ เราจะคอยจำกัน, เมื่อไม่มีใครให้ฝากฝัง เราจะฝังกันและกันไว้ในความทรงจำของเราเอง

       และพระอาทิตย์ก็ลืมตาตื่นขึ้น ในที่สุด

6

       เราทบทวนบทสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาในช่วงปลายเดือนธันวานี้อีกครั้ง เราคิดถึงภาพจำและสัมผัสมากมายที่ได้แตะต้องและรับฟังจากเรื่องเล่าของคุณ เรามีความสุขมาก สัมผัสเหล่านั้นยังฝากให้เราย้ำกลับไปคิด ย้ำกลับให้เราจำเรื่องราวอีกมากมายที่ไม่อาจคิดได้ หมายถึงในเดือนวันที่ผ่านมา, เราอยากขอบคุณคุณ

       เราตื่นมาในสภาพเปลือยเปล่า แล้วเอาภาษามาห่อหุ้มกาย เราเดินออกจากห้องกับเคหสถานที่เราร่วมหลับนอนกับคุณด้วยความรู้สึกใหม่ เราไม่รู้ว่าเราจะได้เจอกัน(อีก)ไหม และเรากลัวว่าเราจะลืมสิ่งที่คุณฝากฝังไว้กับเรา

       เราจึงเขียนมัน แต่เพราะอย่างนั้นความกลัวใหม่จึงบังเกิดขึ้นซ้ำแทนว่าเราจะเขียนสิ่งที่ล้นพ้นกว่าภาษาให้กลายเป็นภาษาได้อย่างไร โดยไม่ทำให้คุณเจ็บปวดและถูกตัดทอน เรามองหาทางออก และเราคิดว่านี่อาจจะไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด แต่เราเลือกมันในฐานะทางที่เป็นไปได้ที่สุด สำหรับเรา, ผู้โง่เขลา, ในตอนนี้

       เรามองหาบทกวี เสียงร้องเพลง การครวญร่ำไห้รำพันรำพึง เสียงสะอื้นอื้ออึง เสียงที่ไม่ได้ถูกได้ยิน และเราเงี่ยหูฟังยังความเงียบ ที่อบอุ่น ที่รวดร้าว ที่เปล่าเปลี่ยว, เราถือดีร่วมรักกับคุณและนำสัมผัสที่คุณฝากไว้มาเขียนสื่อไป เพื่อไม่ให้รอยต่างๆ เจือจาง เราวางทฤษฎีขนาดใหญ่เอาไว้ไม่ให้มันเข้ามาเกี่ยวพัน เพราะเรากลัวมันจะเข้ามาทำร้ายคุณ, และเราก็กลัวว่าเราจะเผลอทำอย่างนั้นไปในที่สุด

       เรายืนมองตนเองในกระจก คอยสอดส่องหาบทกวีนิพนธ์ที่ดีที่สุดที่เราจะเขียนให้กับคุณได้ บนร่องรอยร่างกายที่คุณเข้ามาประทับฝากฝังเอาไว้ เราจะทำได้อย่างไรในเมื่อเราไม่ได้ถูกสอนให้เขียนถึงคุณอย่างนั้น — ในเมื่อเราต้องเพียรจำแต่ทฤษฎีมากมายที่สุดท้ายคุณก็อยู่เหนือมันทั้งหมด, เราจะทำได้อย่างไรหากเราไม่ได้เป็นกวีผู้มีฝีมือในการสร้างสรรค์ความเงียบให้กลายเป็นเสียงเพลง ขับขานบรรเลงมวลมหาความรู้สึกให้แก่คุณ, จะเป็นไปได้ไหม? เราจะทำได้ไหมนะ? เราถามตนเองอยู่เสมอ และเรารู้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น

 

       เรามองไปยังท้องฟ้าในฤดูหนาว ที่ดวงดาวมักจะนัดกันขึ้นฟ้าเร็วกว่าในช่วงฤดูร้อน ไม่นานนักดวงอาทิตย์ก็โบกมือลานภาฟ้า ค่อยๆ พาตัวเองลับลงไปยังขอบเส้นที่แยกเขตแดนแผ่นดิน, นี่สินะ ฟ้าผีตากผ้าอ้อมแบบที่คุณเล่าให้ฟัง

       ไม่นานเราเห็นดวงจันทร์ลอยเด่นบนท้องฟ้า มันออกมาทักทายหมู่มวลดวงดาวที่เต้นอย่างร่าเริง ราวกับเจอเพื่อนสนิทที่ไม่ได้พบกันนาน มันเคลื่อนไหวเปลี่ยนผ่าน ทักทายกันไปมา ท้องฟ้าในยามนี้เป็นเหมือนจักรวาลอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่ไม่อาจเอื้อมถึง และไม่มีวันเรียนรู้ได้หมด คงจะมีดาวเคราะห์อีกหลายดวง มีดาวฤกษ์อีกนับล้าน มีบริวารหมุนรอบดาวดวงใหญ่ มีสถานที่ในจักรวาลหลายแห่งไกลออกไป, เราอยากรู้ว่าแรงสั่นสะเทือนจากตรงนี้จะส่งกอดไปถึงคุณได้ไหม

       แมลงเม่าค่อย ๆ บินเข้ามาผ่านรูเล็ก ๆ ที่ไม่ได้อุดอั้น มันบินมายังไฟบนเพดาน ผีเสื้อกลางคืนจำนวนมากกระพือปีกอยู่บนหน้าต่าง สร้างแรงสั่นไหวเบา ๆ

       เมื่อเราเปิดหน้าต่าง ลมแรงมหาศาลพัดตีหน้า ก่อนสิ่งมีชีวิตมีปีกดังกล่าวจะบินลับไป

 

———

 

       อาจารย์หัตถกาญจน์ อารีศิลป์ เคยพูดกับเราเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว คราวเปิดเทอมใหม่ที่เราไปขอนั่งเรียนวิชาหนึ่งกับอาจารย์ อาจารย์ปฏิเสธด้วยเหตุผลบางอย่าง และบอกว่า ‘อยากให้เราเติบโตไปพร้อมกับวรรณกรรม’ มองกลับไปวันนั้น เราเห็นด้วยกับอาจารย์อย่างสุดใจ มันเป็นสิ่งที่เราควรรู้และลืมไปแล้วว่าวรรณกรรม ‘กระทำ’ ต่อเราอย่างไร และเราควรให้เวลากับวรรณกรรมมากกว่าการตะบี้ตะบันเรียนจนไม่ปล่อยให้มันเข้ามาทำงานกับเรา, เราลืมไปก่อนที่อาจารย์จะเตือนเราเมื่อปีที่แล้ว ขอบคุณอาจารย์นะครับ

       เราขอมอบข้อเขียนนี้ให้แก่ อาจารย์ชัยรัตน์ พลมุข ผู้เป็นคนแนะนำหนังสือ Tangerine เปล่า เปลือง เชื่อง ช้ำ ให้แก่นิสิตในฐานะสมาชิกกลุ่ม affect reading group นะครับ

 

       รูปประกอบบทความ: ณัฐ เศรษฐ์ธนา

a-gay-nymph |
a gay nymph

a prosaic poet & poetic prosa-ist; เคยชอบอ่านทฤษฎีวรรณกรรมจนคลั่งไคล้ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าอยากเป็นนักเขียนกับกวีมากกว่า; เมื่อก่อนกินอาหารให้อร่อยไปวัน ๆ แต่ปัจจุบันพยายามฝักใฝ่หาวิธีจะลองทำอาหารที่รับประทานได้ซักจานดูบ้าง; เป็นชีพราหมณ์ทางเพศผู้หลงใหลที่จะเขียนเรื่องรักกามและความปรารถนาเป็นพิเศษ

a prosaic poet & poetic prosa-ist; เคยชอบอ่านทฤษฎีวรรณกรรมจนคลั่งไคล้ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าอยากเป็นนักเขียนกับกวีมากกว่า; เมื่อก่อนกินอาหารให้อร่อยไปวัน ๆ แต่ปัจจุบันพยายามฝักใฝ่หาวิธีจะลองทำอาหารที่รับประทานได้ซักจานดูบ้าง; เป็นชีพราหมณ์ทางเพศผู้หลงใหลที่จะเขียนเรื่องรักกามและความปรารถนาเป็นพิเศษ