Wielding Words
วรรณกรรมมีราคาเท่าไหร่? [ร่างแรก]

Written By

ซอย สควอด | soi squad

ความเห็นหลายด้านต่อกรณีลิขสิทธิ์ในสังคมไทยเกิดขึ้นแบบผลุบๆ โผล่ๆ หลายครั้ง ล่าสุดเมื่อเกิดกรณีลิขสิทธิ์หนังสือของมาเกซ ผู้คนเริ่มกลับมามีความเห็นและข้อเสนอต่อกรณีลิขสิทธิ์อีกครั้ง เราหวังว่าบางทีนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อร่วมกันความเข้าใจรายละเอียดของประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอยู่จริงๆ โดยไม่เร่งรวบรัดให้สิ่งต่างๆ เหลือเพียงมิติเดียว หรือกระทั่งว่าไม่หยุดอยู่เพียงการโต้เถียงที่หมุนรอบ ‘ภาษาลิขสิทธิ์’ (ไม่ว่าจะหนุนหรือต้าน) ขณะเดียวกัน หากเรายังไม่สามารถออกจากเงื่อนไขหนึ่งที่ไม่พึงปรารถนาได้อย่างสมบูรณ์ในขณะนี้ ทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้และสามารถทดลองผลักดันขนานไปคืออะไร (ซึ่งแปลว่าการทดลองนั้นอาจล้มเหลวได้ด้วยเช่นกัน) — มันคงเป็นสิ่งที่เรายังต้องถามอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

ในธุรกิจที่มี low-margin อย่างธุรกิจสำนักพิมพ์และงานวรรณกรรม การรับมือ tension ของเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้บริบทการทำงานหนึ่งๆ มันเกิดจาก ‘ความจริงที่เป็นไป’ (ที่สนพ. ต้องตัดสินใจว่าจะรับมือในท่าไหน) และ ‘ความเป็นไปได้ที่อยากให้ไปถึง’  (ซึ่งแต่ละคนก็อาจมีภาพต่างกันไปตามความปรารถนา/ความเชื่อ) นอกเหนือจากนั้น ความสามารถในการเสี่ยง ข้อเรียกร้อง ไปจนถึงการลงมือกระทำ มันยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่างทั้งภายในตัวบุคคลและเงื่อนไขภายนอกรอบตัว — เรามองว่า การพูดถึงปัญหาและทางออกไม่สามารถเป็นจริงได้ด้วยการละเลยปัจจัยที่ซับซ้อนในบริบทเหล่านั้น ไม่เช่นนั้น การเรียกร้องจะเสี่ยงกลายเป็นเพียงการเรียกร้องเชิงศีลธรรม

1

เนื่องจากซอยทำงานทั้งในฐานะ ‘publishing house’ และ ‘literary agency’ [ส่งงานวรรณกรรมออกไปข้างนอก] — ในบทบาทแรก เราเห็นว่า อุตสาหกรรมการตีพิมพ์ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกตอนนี้มีภาษากฎหมาย ‘ลิขสิทธิ์’ เป็นภาษาหลัก กลายเป็น ‘ต้นทุน’ ทางการผลิตที่สนพ.ต้องนับรวมเข้าไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ เป็นสิ่งแรกๆ ที่สนพ. จำเป็นจะต้องรับมือหากคิดจะ ‘นำเข้า’ ตัวบทจากภาษาอื่นเข้ามาเผยแพร่ และนอกเหนือจากค่าแปล (ที่เราเริ่มใช้ตั้งแต่เรตหน้าละ 1,000 บาท, คำละ 1.5-1 บาท, จนมาเป็นเรต 10% x ราคาขาย x ยอดพิมพ์ในตอนนี้) ยังมีค่าทำงานบรรณาธิการ ค่าพิสูจน์อักษร ค่าจัดเรียง ค่าพิมพ์ และอะไรอีกสารพัดจิปาถะ ในตรรกะของตลาด หนังสือที่มีชื่อ หนังสือรางวัล หนังสือยอดนิยม ย่อมตั้งราคาประเมินไว้สูง (เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ประเมินว่าสนพ. จะคืนทุนได้ง่าย – ส่วนจะจริงแค่ไหน เราก็ต้องคุยกันในรายละเอียด) นั่นก็แปลว่า ราคาลิขสิทธิ์ที่สนพ. ต้องจ่ายสูงตามไปด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าหนังสือที่มีตลาดแคบ/จำเพาะเจาะจงกว่าจะมีราคาน้อยลงไปกว่านั้นเท่าไหร่นัก จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราจ่ายค่าลิขสิทธิ์หนังสืออยู่ที่ประมาณ 1,200-3,000 USD แม้หนังสือทุกเล่มที่เราพิมพ์มาไม่เคยจัดอยู่กับหมวดหนังสือยอดนิยมเลยสักเล่ม

ทั้งนี้ ในกรณีเจรจาลิขสิทธิ์ ยังมีบางกรณีที่เราสร้างข้อตกลงต่างออกไป หรือมีข้อยกเว้นเพิ่มเข้ามา เช่น หนังสือ Feminism for the 99% ที่เราจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในราคาปกติ แต่เราก็ขออนุญาตทางคนดูแลลิขสิทธิ์เพื่อปล่อยให้คนอ่าน free บน Read A Write เพิ่มเข้ามาด้วย ถามว่ากระทบต่อยอดขายและเพิ่มความเสี่ยงที่จะขาดทุนในทางธุรกิจให้ตัวเองหรือไม่ คำตอบก็คือกระทบแน่นอน แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจของเรา ณ เวลานั้น ส่วนทางคนดูแลลิขสิทธิ์ก็ไม่เรียกว่าเสียหายหรือเสี่ยงอะไร ในเมื่อการคำนวนค่าลิขสิทธิ์ที่เราจ่ายไปได้ครอบคลุมเปอร์เซ็นจากการขายทั้งหมดอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่า สนพ. มักขายไม่ได้ถึงจำนวนตัวเลขนั้น

หรือกรณีหนังสือ รวมบทความคัดสรรของ Hito Steyerl และบทความแปลในซีรีส์ *ขบและข่วน* เราก็ได้รับการยกเว้นลิขสิทธิ์จากเจ้าของผลงานโดยตรง แต่ยังมีค่าต้นทุนอยู่ที่การแปลในเรทค่าแปลบทความ ส่วนในกรณี ซีรีส์ *ขบและข่วน* เราวางให้เป็น Creative Commons แล้วพิมพ์ขายในราคา 30-80 บาทตามยอดสั่งซื้อ โดยผู้คนสามารถนำไปตีพิมพ์ซ้ำและแจกจ่ายตราบใดที่ไม่ใช่การค้ากำไร


อย่างไรก็ตาม รูปแบบสิ่งพิมพ์ ‘ทดลอง’ เหล่านี้ก็มียังข้อจำกัดในตัวของมันเองในหลายด้าน มันอาจทำหน้าที่เป็น prototype เป็นพื้นที่จำลองของโมเดลอะไรสักอย่าง เป็นการ ‘ยั่วล้อ’ กฎระเบียบและข้อจำกัด แต่ก็ไม่ได้มีกำลังพอที่จะรื้อถอนอะไรอย่างจริงจัง แถมยังเต็มไปด้วยช่องโหว่และเครื่องหมายคำถามที่ต้องตอบให้ได้ การทดลองที่ว่าจึงคล้ายๆ กับการทดลองในห้องแล็บที่ยังไม่ได้ (และอาจไม่ต้อง) ลงไปสนามในที่ผู้เล่นหลากหลายกว่าและกฎเกณฑ์กติกาที่ไม่ได้อยู่ในมือเรา

แน่นอนว่า พื้นที่ปลอดภัย เช่น พื้นที่ของการสร้าง zine นี้มีประโยชน์ เพราะมันช่วยบอกใบ้กลายๆ ว่ายังมีวิธีอื่นในการทำงานให้เราพอจะจินตนาการถึงได้ แต่ขณะเดียวกัน เราไม่ควรลืมว่า การทำงานภายในพื้นที่เช่นนั้นก็เป็นพื้นที่ sterile ที่คนทำยังไม่ต้องก้าวขาลงมาในอุตสาหกรรมอันขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างเกือบจะสมบูรณ์ เงื่อนไขนี้ทำให้ข้อถกเถียงและข้อเรียกร้องบางอย่างที่อยู่ภายในห้องแล็บแห่งการทดลองยังไม่ถูก contest และขบคิดออกมาให้ถี่ถ้วน และที่สำคัญมันยังที่ไม่เพียงพอที่จะกลายเป็นโมเดลทางเศรษฐกิจทางเลือกได้ แต่ถึงอย่างนั้น ในสังคมที่มีการสนับสนุนงานสร้างสรรค์และความฝันของคน พื้นที่ปลอดภัยจะถูกรักษาและหล่อเลี้ยงไว้ให้กับทุกคนผ่านกลไกจัดสรรทรัพยากรของรัฐที่ต้องสนับสนุนให้เกิดการผลิตงานสร้างสรรค์โดยที่รัฐไม่ต้องทำตัวเจ้ากี้เจ้าการออกคำสั่งอะไรที่เกี่ยวกับกับเนื้อหาและความคิดของผู้คน แน่นอนว่าหน่วยงานภาครัฐของไทยทำสิ่งต่างๆ กลับหัวกลับหาง ก็คือเป็น cultural paternalism at best, cultural police at worst.

สิ่งเหล่านี้ยังต้องคุยกันอีกมากมายและยาวนานกว่านี้ และเราคิดว่า ในกรณีของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ยังมีหลายสำนักพิมพ์ที่มีประสบการณ์มากกว่าและตอบได้ดีกว่าเรา ดังนั้น ประเด็นหลักที่เราอยากชวนคุย ณ ที่นี้ก็คือ การผลักดันวรรณกรรมไทยออกไปนอกประเทศ ที่ยังมี ‘กฎหมายลิขสิทธิ์’ เป็นภาษาของการเจรจาและการคุ้มครองสิทธิ์ ภายใต้ภาษาที่ว่านี้ทำให้เราเห็นความซับซ้อนของสิ่งที่รับมือโดยไม่อาจตัดสินอย่างเบ็ดเสร็จว่า either x or y (และบางทีเราอาจอยากจะได้ z แทนไปเลยด้วยซ้ำ) เมื่อเป็นเช่นนี้ การเสนอทางออกก็ไม่สามารถเป็นธรรมได้จริงด้วยการมองและเรียกร้องบนปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ของใครเพียงคนใครคนหนึ่ง

2

คำถามต่อไปก็คือ แล้วเราจะทำให้ความปรารถนาที่ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร? ทำอย่างไรให้นักเขียนยังสามารถทำงานได้ ให้ตัวกลางที่ดูแล/เผยแพร่ผลงานสามารถเลือกผลงานได้หลากหลายโดยไม่ต้องถูกกำกับโดยตรรกะของตลาดตลอดเวลา แต่ก็ต้องไม่ขาดใจตายไปก่อนด้วย และทำยังไงให้สาธารณะได้รับประโยชน์จากการตีพิมพ์ ได้อ่านสิ่งหลากหลายไม่ใช่มีเพียง best seller บนชั้นหนังสือเท่านั้น?

ข้อเท็จจริงที่เรารับรู้ผ่านการทำงานกับนักเขียนไทยจำนวนหนึ่งก็คือว่า พวกเขาก็อยากให้งานตัวเองได้รับการเผยแพร่และมีคนอ่านเข้าถึงได้กว้างมากที่สุดแน่นอน แต่ไม่ใช่เพราะว่าใครอยากจะเคลมการคนดีเสียเหงื่อสละเวลาเพื่อส่วนรวมอะไรทำนองนั้น แต่เพราะการทำให้ผลงานสามารถเข้าถึงคนจำนวนมากเป็นเป้าหมายและความสำเร็จของการผลิตงานเขียนในตัวมันเองด้วย 

ในสนามของงานวรรณกรรม — นับตั้งแต่การเขียน การตีพิมพ์ การแปล ไปจนถึงการผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของคลังความรู้เชิงวัฒนธรรมที่ถูกสืบค้นได้ทั้งในระบบภูมิภาค ประเทศ หรือสากล — ภาษาไม่ใช่แค่ตัวช่วย/ถ้อยแถลงของสินค้า แต่คือภาษาคือ ‘สินค้า’ ของวรรณกรรม ดังนั้นเราไม่สามารถขยายพื้นวรรณกรรมในภาษาไทย (หรือภาษาใดๆ ในโลกที่ไม่ใช่ภาษาหลัก) โดยไม่มีระบบการแปลและการบรรณาธิการที่มีคุณภาพ เพราะกระบวนการเหล่านี้หลอมไปอยู่ในเนื้อของสิ่งที่เราต้องการนำเสนอจนแยกไม่ได้ เมื่ออธิบายเช่นนี้ เราคงพอนึกออกว่ามีผู้เล่นในสนามมากมาย มีโมเดลการปรับใช้ทรัพยากรและการผลิตมากกว่าหนึ่ง และในแต่ละโมเดลก็มีกฎเกณฑ์ที่ตกลงรวมกัน ในแต่ละโมเดลย่อมมีต้นทุนที่คนกลุ่มหนึ่งแบกรับไว้เพื่อทำให้การผลิตเกิดขึ้นได้ ส่วนใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนนั้นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองทางเศรษฐกิจของแต่ละคน ยกตัวอย่างหยาบๆ ให้เห็นภาพดังนี้

แน่นอนว่า ผู้เล่นต่างๆ จะทำงานร่วมกันอย่างไรนั้นเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขในแต่ละประเทศ หรือกระทั่งในบางพื้นที่อาจแทบไม่มีผู้เล่นบางตำแหน่งปรากฏอยู่เลยก็ได้ เราอยากให้ภาพสถานการณ์ได้ประมาณนี้:

  • นักเขียนรับผิดชอบเองตามมีตามเกิด หากมีสนพ.ที่สนใจก็อาจเกิดการดีลกันเป็นวาระๆ แต่ไม่มีการจัดระบบผลงาน และสื่อสารออกไปมากกว่าที่จะรอให้ใครที่ไหนมาค้นพบ 
  • นักแปลเลือกและผลักดัน สิ่งนี้เกิดขึ้นขนานกับนักเขียนที่ดูแลตัวเองตามอัตภาพ ในหลายปีที่ผ่านมา นักแปลวรรณกรรมไทยไปเป็นภาษาอื่น (โดยเฉพาะภาษาอังกษ) เหล่านี้เป็นผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ตัวบทภาษาไทยจำนวนหนึ่งยังพอมีปรากฏอยู่ในภาษาอื่นอยู่บ้าง แต่เมื่อการทำงานเป็นระบบฉายเดี่ยว กำลังและทรัพยากรต่างๆ ก็จะจำกัดอยู่ในคนหนึ่งคน รวมถึงการคัดเลือกผลงานก็จะอยู่ในรสนิยมและความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นหลัก
  • Publishing house [big ones] ก็คือผู้ประกอบการเอกชนที่มีเงินทุนพอ ทำหน้าที่ค้นหางานวรรณกรรมที่น่าสนใจมาจัดพิมพ์และจัดจำหน่าย เช่นกรณีตัวอย่าง Penguin Random House SEA เราเคยได้ยินก่อนเริ่มต้นทำ literary agency ว่า มีการถามหาผลงานนักเขียนไทย ที่ทางฝั่งนั้นคาดหวังว่าทางเราจะมีลิสต์รายชื่อนักเขียนไทย พร้อม synopsis หนังสือแต่ละเล่มในภาษาอังกฤษที่เรียบเรียงขึ้นมาให้สื่อความมากที่สุด รวมถึงควรมีประวัติการพิมพ์วรรณกรรมในภาษาอื่น (ถ้ามี) และสถานะลิขสิทธิ์ที่มีอยู่ในงานแต่ละชิ้น 
  • Literary agency มีเอเจ้นเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่ครองสิทธิ์งานวรรณกรรมชิ้นดัง (ทั้งที่มีชีวิตอยู่และตายไปแล้ว) หนึ่งในนั้นคือบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ชื่อ Wylie agency (est. 1980) ของ Andrew Wylie

ทั้งนี้ สถานะ literary agent ในแต่บริบทจึงต่างกันลิบลับ ต่างกันจนถ้ามองลงดูในรายละเอียด เราจะเห็นว่า ‘what should be done’ ที่ว่านั้นก็ต่างกันมหาศาล ตัวอย่างเช่น นักเขียนในเครือ Wylie ที่ต่างมีสนพ.หลายภาษาในโลกต้องการซื้อผลงานวรรณกรรมเหล่านั้นมาแปล เพราะงานวรรณกรรมเหล่านั้นอยู่ในแบบเรียน ‘Classic Literature’, ‘World Literature’, หรือ genre อะไรก็ตามแต่ มันคือการ wielding words ไปใน ‘การเมืองของการสร้างความรู้’ เป็นอำนาจการอธิบาย จนกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนอยากรู้ หรือรู้สึกว่าต้องรู้/ต้องอ่าน ในกรณีนี้ เอเจ้นไม่ได้ต้องเหนื่อยออกแรง ‘โปรโมท’ อรรถธิบาย สาธยายที่มานักเขียน หรือแม้กระทั่งอธิบายเรื่องย่อของหนังสือแต่ละเล่มเลยก็ได้ 

เมื่อเทียบกับสถานะวรรณกรรมในประเทศไทยในการรับรู้ของนักอ่านภาษาอื่น เช่น หากขอให้เอ่ยชื่อนักเขียนไทยสักคนก็อาจต้องใช้เวลานาน (ถ้าจะให้กูเกิ้ลช่วยก็คงมีชื่อหล่นมาเพียงไม่กี่ชื่อ) การทำงานเอเจ้นในเงื่อนไขนี้ มันคือการทำงานบนเงื่อนไขอีกแบบโดยสิ้นเชิง มันอาจเหมือนกันก็เพียงชื่อเรียก และเหมือนกันตรงที่เวลาเราส่งวรรณกรรมออกไปข้างนอกมันมี ‘ภาษาของการคุ้มครองสิทธิ์’ ซึ่งอย่างที่บอกว่า ภาษาที่ว่านั้นยังคงเป็นภาษาลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะทั้งในกฎหมายไทยที่เราต้องทำสัญญาระหว่างนักเขียนกับผู้แทนดูแลสิทธิ์ และระหว่างนักแปลกับผู้แทนดูแลสิทธิ์ นั่นแปลว่า ในฐานะเอเจ้น เราไม่ถือลิขสิทธิ์ใดๆ ไว้ในมือทั้งนั้น แต่มีหน้าที่เป็นเพียงผู้ดูแลต้นฉบับ (สิทธิ์เป็นของนักเขียน) และฉบับแปล (สิทธิ์เป็นของนักแปล) และกฎหมายระหว่างประเทศ/ภายในประเทศของผู้จัดพิมพ์นั้นๆ 

เมื่ออยู่ในสังคมที่ไร้โครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการผลิตงานที่ไม่อยู่ในตรรกะของตลาด โดยตรรกะที่ว่าไม่ใช่แค่เพียง ข้อเท็จจริงว่าคนอ่าน/ไม่อ่านวรรณกรรม (ไทย) มันจึงขายไม่ได้ แต่คือที่อยู่ที่ยืนวรรณกรรมไทยในพื้นที่วรรณกรรมโลกมีอยู่แค่ไหน ซึ่งคำถามหลังนี้กินความมากกว่าเงื่อนไขทางการตลาด แต่แตะไปถึงนโยบายทางวัฒนธรรมภาพใหญ่ แล้ววรรรกรรมมันจะ thrive และ survive ในพื้นที่อื่นๆ นอกบ้านตัวเองได้อย่างไรหากภาระต่างๆ เหล่านี้ตกอยู่ในเพียงมือเอกชน? มันก็จะถูกจัดการตามความสามารถ ตามต้นทุนต่างๆ เท่าที่เอกชนมี จะฝืนหรือล่องตามกลไกตลาดด้วยกระบวนท่าไหนมันก็อาจไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ใหญ่หลวง 

3

2 กรณีศึกษา

อุทิศ เหมะมูล กับ Penguin Random House [เงินเอกชน]

ภู กระดาษ กับ Tilted Axis [เงินรัฐ ผ่าน Arts Council ที่ส่งผ่าน PEN English อีกที]

  • ทุนที่ได้เงินมาจาก Arts Council ที่ให้สนพ. ในประเทศสมัครโปรเจคการแปลวรรณกรรมจากภาษาอื่นมาเป็นภาษาอังกฤษ ช่วยส่งเสริม Bibliodiversity 
  • AIM:
    – Help UK publishers translate new works into English
    – Ensure translators are acknowledged and paid properly for their work.
  • Cover up to 75% of translation cost (100% if publisher’s turnover is > £500K
  • Translation Rate £100 per 1,000 words (prose) [ประมาณคำละ 4.27บาท) 
  • https://www.artscouncil.org.uk/news/how-north-became-powerhouse-independent-publishing 
  • https://www.englishpen.org/translation/pen-translates/ 

ซอย สควอด |
soi squad

ซอย สควอด ทำงานที่ยักย้ายได้หลายท่วงท่าในดินแดนของตัวบท เต้นรำกับจินตนาการ และมุ่งมั่นสร้างโครงข่ายของความคิดและเครือข่ายของนักเขียน ซอย สควอด พูดในหลายภาษาและปรารถนาจะแปลงกิจของการเขียนและการสร้างถ้อยคำในท่วงทำนองที่กว้างขวางและคึกคะนองที่สุด แบบปฏิบัติ ของ ‘การเขียน การเรียบเรียง และการตีพิมพ์ในสนามภาคขยาย’ จึงเป็นใจกลางสำคัญของซอย ด้วยว่าเราเชื่อในความใจกว้างของเวลาและสปิริตที่ไม่เคยหยุดพักเพื่อจะเรียนรู้และรื้อการเรียนรู้นั้น.

‘soi squad’ maneuvers multiple gestures within the textual terrain, dances with the faculty of imagination, and strives to build a web of thoughts and a network of writers. soi squad is a polyglot who desires to interpret the act of writing and the production of words in the widest and wildest sense. The practice of ‘writing, editing and publishing’ is pivotal to soi as we believe in a generosity of time and a restless spirit to learn and unlearn.

ซอย สควอด ทำงานที่ยักย้ายได้หลายท่วงท่าในดินแดนของตัวบท เต้นรำกับจินตนาการ และมุ่งมั่นสร้างโครงข่ายของความคิดและเครือข่ายของนักเขียน ซอย สควอด พูดในหลายภาษาและปรารถนาจะแปลงกิจของการเขียนและการสร้างถ้อยคำในท่วงทำนองที่กว้างขวางและคึกคะนองที่สุด แบบปฏิบัติ ของ ‘การเขียน การเรียบเรียง และการตีพิมพ์ในสนามภาคขยาย’ จึงเป็นใจกลางสำคัญของซอย ด้วยว่าเราเชื่อในความใจกว้างของเวลาและสปิริตที่ไม่เคยหยุดพักเพื่อจะเรียนรู้และรื้อการเรียนรู้นั้น.

‘soi squad’ maneuvers multiple gestures within the textual terrain, dances with the faculty of imagination, and strives to build a web of thoughts and a network of writers. soi squad is a polyglot who desires to interpret the act of writing and the production of words in the widest and wildest sense. The practice of ‘writing, editing and publishing’ is pivotal to soi as we believe in a generosity of time and a restless spirit to learn and unlearn.