False Flag Operation: ดำเนิน การเด่น

False Flag Operation: Domnern Garden

Written By

ซอย สควอด | soi squad

ซีรี่ส์ Literary Espionage เราจะพากลับไปดูปฏิบัติการของผู้บุกเบิกการทำงานแบบ ‘เอเจ้น’ วรรณกรรมในยามที่ประเทศไทยยังไม่มีรูปแบบ literary agency ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ในอดีต การเป็น ‘เอเจ้นวรรณกรรม’ เป็นกิจกรรมปฏิบัติกันอย่างลับๆ เป็นการทำงานผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือในแวดวงจำกัด ดังนั้น การนำวรรณกรรมไทยข้ามพรมแดนของรัฐชาติอาจเปรียบได้กับภารกิจของสายลับ เราจึงใช้ภาษาอย่างลายลับมาเล่นล้อการเล่าเรื่องเกี่ยวกับนักแปลเหล่านี้

ซอยขอชวนผู้อ่านมาสำรวจวิธีการทำงานของสายลับในชื่อต่างๆ ผ่านเรื่องเล่าเรื่องที่มีภูมิศาสตร์การเมืองเป็นสนามที่การแปลต้องเกี่ยวพันด้วยอยู่ตลอด แล้วสืบสาวเส้นทางต่างๆ ที่วรรณกรรมไทยได้เคยเดินทางข้ามผ่านมาแล้วในอดีต เราจะได้เห็นว่า ตัวละครสำคัญในประวัติศาสตร์เหล่านี้เองที่ได้พาวรรณกรรมไทยไปสู่ผู้อ่านวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าเป็นปฏิบัติการฉายเดี่ยว หรือเป็นทำงานภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐหรือภาคธุรกิจก็ตาม

[ซีรี่ส์นี้ถูกเขียนบันทึกไว้โดย เอเจ้นมะละกอ]

***

1

เมื่อปีที่แล้ว ฉันเห็นชื่อ ‘ดำเนิน การเด่น’ ครั้งแรกบนหนังสือเรื่องสั้นของลาว คำหอม ในชื่อ เทวดา ที่ออกแบบหน้าปกไว้อย่างสวยงาม และถูกตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่านเมื่อปี 2016 จากนั้นฉันจึงลองกูเกิ้ลชื่อเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยทึกทักเอาเองจากชื่อว่าผู้แปลของลาว คำหอม น่าจะเป็นลูกครึ่งไทยครึ่งฝรั่ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหากลับปรากฏเพียงรูปภาพของปกพจนานุกรมไทย-อังกฤษ ไม่มีใบหน้าของชายเชื้อชาติผสมอย่างที่ตัวเองได้จินตนาการไว้ หนึ่งปีถัดมา ฉันก็พบว่าข้อสันนิฐานของตัวเองนั้นผิด เพราะตัวตนที่แท้จริงของดำเนิน การเด่น ได้ถูกเปิดเผยตอนที่ฉันไปเยี่ยมลาว คำหอม นักเขียนที่ตอนนี้อายุ 91 ปีแล้ว  พร้อมด้วยคุณเตือนสิริ ลูกสาวคนโต ที่บ้านไร่ธารเกษมของพวกเขาในอ. ปากช่อง

ป้ายทางเข้าบ้านไร่ธารเกษมของลาว คำหอม ที่อ. ปากช่อง

 

ในปี 1952 ดำเนิน การเด่น เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยในนาม ‘โรเบิร์ต โกล์เด้น’ เขาเพิ่งจบคณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดและพยายามหลบหนีการถูกส่งตัวไปสงครามเกาหลี จึงหาทางหลบหนีมาที่ประเทศไทย โดยที่ตัวเขาตอนนั้นไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาษาและกฎหมายของไทยเลย ภายหลังจึงผันตัวไปทำงานวารสารและแทรกแทรงเข้าไปทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ Bangkok Tribune ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1950 และมีจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในขณะที่กำลังเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองในเวลานั้น คริสตีน ดีเมอร์ บรรณาธิการคนแรกของ Bangkok Tribune เคยกล่าวไว้ว่านโยบายของหนังสือพิมพ์มีอยู่ 2 ข้อหลักๆ คือ ‘การต่อต้านคอมมิวนิสต์และการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างสยามและความเป็นประชาธิปไตย’ 

โรเบิร์ตเข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์ Bangkok Tribune ในช่วงที่รัฐไทยภายใต้รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม อีกทั้งยังได้รับเงินสนับสนุนจำนวนมหาศาลจากสหรัฐอเมริกา และยังสนับสนุนรัฐบาลฝั่งพระจักรพรรดิเบาไต๋ในช่วงสงครามเวียดนามอย่างเปิดเผย หลังจากนั้นไม่นาน Bangkok Tribune ก็ได้ตีพิมพ์บทความที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยต่อเรื่องดังกล่าว จนทำให้สถานทูตสหรัฐโกรธและส่งสารไปยังจอมพลป. เพื่อให้สืบสาวต้นตอของผู้เขียนบทความชิ้นนี้ จนได้ทราบว่าผู้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยนั้นเป็นชายชาวอเมริกันตัวเล็กคนหนึ่งที่ชื่อว่า ‘บ๊อบ โกล์เด้น’ ส่งผลให้เขาถูกไล่ออกทันที

2

รอบตัวมีแต่ความอ้างว้างแห้งแล้ง เขาเพ่งมองกลุ่มหญ้าหม่นและฟางฝอยที่ปลิวว่อนหมุนเป็นลำสูงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า นอกจากหญ้าและฟางมันหอบเอาดินสีน้ำตาลลอยฟุ้งจนมืดมัวไปหมด มันเป็นลมหัวกุด หรือที่บางคนเรียกว่า ลมหัวด้วน เขารู้สึกหวาดขึ้นมาทันที เมื่อคิดได้ว่า ลมที่พัดตึงๆ อยู่นั้น ผู้ใหญ่ เคยบอกว่ามันเป็น เครื่องหมายของความแห้งแล้ง ความอดอยาก ความวิบัติ และความตายเมื่อคิดถึงตรงนี้ เขารู้สึกกระวนกระวาย

‘เขียดขาคำ’ เขียนโดย ลาว คำหอม

เช่นเดียวกันกับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง ‘นักเขียน-นักแปล’ คนอื่นๆ ในซีรีส์นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างลาว คำหอม และดำเนิน การเด่น นั้นเริ่มมาจากความเป็นเพื่อนที่พัฒนากลายมาเป็นการทำงานร่วมกันตลอดชีพ แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นงอกงามมาจากบรรยากาศทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดสนในแทบจะทุกนิยาม: 

ลาว คำหอมเริ่มทำงานที่ศูนย์วิจัยค้นคว้าแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ในกรุงเทพเมื่อปี 1957 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่ประเทศไทยมีรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และแต่งตั้งให้ตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังเป็นปีเดียวกันกับที่ภาคอีสานเจอภัยแล้งและประสบภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามมาด้วยการอพยพครั้งยิ่งใหญ่ของคนอีสานสู่กรุงเทพฯ และลาว คำหอม บรรยายภาวะเช่นนั้นออกมาได้แจ่มชัดในเรื่อง ‘เขียดขาขำ’ หรือ ‘The Gold-Legged Frog’

หน้าปกหนังสือ ‘เขียดขาคำ’ ของโดยลาว คำหอม แปลเป็นภาษาอังกฤษโดยดำเนิน การเด่น, แปลเป็นภาษาบาลีโดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

3

ว่ากันว่าหลังจากที่โรเบิร์ตถูกไล่ออกจาก Bangkok Trubine เขาปั่นจักรยาน 2 ล้อของเขาไปนอกกรุงเทพฯ จนได้พบวัดแห่งหนึ่งที่เขาไปขอพักอาศัยและเรียนภาษาไทยจากพระรูปหนึ่ง แล้วภายหลังเขาจึงเปลี่ยนสัญชาติอเมริกันมาเป็นสัญชาติไทย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนชื่อของเขาเกิดขึ้นจริงๆ หลังจากที่เขาได้รู้จักกับกลุ่มนักเขียนไทยฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายสังคมนิยมจำนวนหลายคน สองคนในนั้นคือกุหลาย สายประดิษฐ์ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘ศรีบูรพา’ และแน่นอน อีกคนก็คือ คำสิงห์ ศรีนอก หรือ ลาว คำหอม นั่นเอง ดำเนินได้เรียนภาษาไทยจากชนิด สายประดิษฐ์ (หรือเป็นที่รู้จักในนามปากกา ‘จูเลียต’ ผู้เป็นนักแปลนวนิยายเจน ออสเตน 3 เล่ม) จนเขาสามารถศึกษากฏหมายไทยจนสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิต และได้เป็นพาร์ทเนอร์ในสำนักงานกฏหมายที่มีชื่อในปัจจุบันว่า ‘ดำเนิน สมเกียรตื และบุญมา’ (DS&B) เป็นคำสิงห์เองที่ขอให้กุหลาบตั้งชื่อไทยให้โรเบิร์ต เริ่มจากชื่อ ‘ดำเนิน ฝ่าพายุ’ แต่ฟังแล้วคนไทยก็จะหัวเราะ จึงเปลี่ยนมาเป็นชื่อ ‘ดำเนิน การเด่น’ เพื่อให้เป็นเสียงสะท้อนกับชื่ออังกฤษ ‘โกล์เด้น’ ตามเดิม 

เมื่อกุหลายและชนิด สาบประดิษฐ์ต้องอพยพลี้ภัยไปที่ประเทศจีน ทั้งสองได้ทิ้งบ้านหลังหนึ่งที่กรุงเทพให้กับดำเนินและคำสิงห์ดูแล จากตรงนั้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง *สำนักพิมพ์เกวียนทอง* ร่วมกันเพื่อผลิตและตีพิมพ์วรรณกรรมที่ท้าท้ายรัฐ สำนักพิมพ์เกวียนทองตีพิมพ์หนังสือ 3 เล่มแรกได้แก่ ข้าพเจ้าได้เห็นมา โดยศรีบูรพา, ปีศาจ โดย เสนีย์ เสาวพงศ์, และ ความเป็นอนิจจัง โดยปรีดี พนมยงค์ ในปี 1958 หนังสือรวมเรื่องสั้น ฟ้าบ่กั้น ของลาว คำหอม ก็ถูกตีพิมพ์ตามมา แต่หลังจากที่วางขายได้ไม่นาน หนังสือเล่มนี้ก็ถูกแบนจากมาตรการอันเข้มงวดภายใต้รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ 

ภายในตู้หนังสือของลาว คำหอมที่มีหนังสือฉบับแปลและหนังสือที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เกวียนทองเก็บไว้มากมาย

4

11 ปีต่อมา เมื่อสุลักษณ์ ศิวรักษ์และเทพศิริ สุขโสภาได้เดินทางไปที่เยี่ยมดำเนินและคำสิงห์ที่ไร่ธารเกษม จากตรงนั้นจึงทำให้หนังสือ *ฟ้าบ่กั้น* ถูกค้นพบอีกครั้งและนำไปตีพิมพ์ใหม่ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ได้รู้จักกับดำเนินและคำสิงห์ผ่านเฮอเบิร์ต ฟิลลิปส์ นักวิจัยชาวอเมริกันที่มาประจำอยู่ที่สถาบันค้นคว้าของมหาวิทยาลัยคอร์แนลที่ประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการค้นคว้าด้านมนุษวิทยาและสังคมวิทยาในประเทศไทย คำสิงห์เป็นผู้ช่วยนักวิจัยให้กับเฮอร์เบิร์ต

ซ้าย: ดำเนิน การเด่น, กลาง: นักแปลภาษาสวีเดน, ขวา: ภรรยาของนักแปลภาษาสวีเดน ขอบคุณรูปจากคุณเตือนสิริ ศรีนอก

 

สุลักษณ์ได้รู้จักกับทั้งสองคนในช่วงเวลาเดียวกันที่เขาถูกทาบทามให้เป็น ‘แมวมอง’ วรรณกรรมไทยให้แก่สำนักพิมพ์ Oxford University Press ที่มาเปิดสาขาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ สุลักษณ์จึงขอให้ดำเนินแปล ฟ้าบ่กั้น เป็นภาษาอังกฤษและได้ถูกตีพิมพ์ในชื่อภาษาอังกฤษว่า The Politician and Other Stories ความสำเร็จของฉบับภาษาอังกฤานั้นจึงทำให้เกิดการแปลไปสู่ภาษาอื่นๆ ทั้งสวีเดน เดนมาร์ค ดัตช์ ญี่ปุ่น สิงหล มาเลย์ เยอรมัน รวมถึงบาลี นอกจากผลงานการแปล ฟ้าบ่กั้น แล้ว ดำเนินยังอยากที่จะผลิตพจนานุกรมฉบับไทย-อังกฤษให้ไปไกลกว่าฉบับของ สอ เสถบุตร จนได้ตีพิมพ์พจนานุกรมฉบับไทย-อังกฤษร่วมกับเสฐียรพงษ์ วรรณปก ซึ่งได้ถูกพูดถึงว่าเป็นหนึ่งในพจนานุกรมไทย-อังกฤษฉบับที่ดีที่สุด 

เขียนบันทึกโดย เอเจ้นมะละกอ

Sources: 

http://www.hiclasssociety.com/hiclass/detailcontent1.php?sub_id=338
http://rikker.blogspot.com/2009/01/domnern-garden-1928-2009.html
https://www.matichon.co.th/prachachuen/prachachuen-scoop/news_933649
https://eresources.nlb.gov.sg/newspapers/Digitised/Article/straitstimes19510819-1.2.42 

Images: 

คำสิงห์ ศรีนอก และ เตือนสิริ ศรีนอก

The series pays homage to the practise of ‘agenting’ in a context where literary agencies had yet to be established, and where such practises may have transpired in secret, relying on personal ties or exclusive circles. When bringing Thai literature across national borders is more like a clandestine operation, we choose to narrate the stories of these translators/agents through the language of espionage.

We invite readers to investigate each agent’s tradecraft and the geopolitical context in which literary translation has always been placed, in order to chart the routes that Thai literature has taken in the past. In doing so, we hope to be able to understand how these historical figures operated with and/or without the support of any commercial or state entity to introduce Thai literature to a wider audience.

[This series is written by Agent Papaya]

***

1

I first came across the name ‘Domnern Garden’ last year, featured on the beautifully designed cover of The Deva, a thin bilingual publication of a short story written by Lao Khamhom, published by Aan Press in 2016. It was presumptuous of me to imagine a half-Thai, half-Farang (white) man as the translator, given that the name written in English is a combination between Thai and English sounding words. I even Googled this name for more information, but the results were mostly images of cover for a Thai-English Dictionary and no sign of this ethnically ambiguous face that I had expected to see. A year later, I was finally proven wrong. Domnern Garden’s identity was confirmed that he was not who I thought he was, when I finally had the chance to visit Lao Khamhom, now 91 years old, and his eldest daughter, Tuensiri, recently at his farmhouse in Pak Chong.

Taken at the entrance of ‘Rai Than Kasem’ — Lao Khamhom’s farmhouse in Pak Chong.

 

In the year 1952, Domnern Garden arrived in Thailand as ‘Robert Golden’. He was a fresh graduate from Havard Law who was trying to avoid being sent by the US Army to the Korean War. After arriving in Thailand, despite having no prior knowledge of Thai language or laws, he went into journalism and wormed his way into the Bangkok Tribune, an English-language newspaper founded in 1950 and owned by Field Marshal Plaek Phibunsongkhram, who was serving his second term as Prime Minister of Thailand at the time. According to its first editor, Christine Diemer, the Bangkok Tribune had two policies: ‘to oppose Communism and to cement relations between Siam and the democracies’.

Robert Golden’s arrival into the Bangkok Tribune came about the same time as the Thai government, led by Plaek Phibunsongkhram and heavily financed by the United States, openly supported the French-backed Emperor Bao Dai in the Vietnam War. Shortly after, the Bangkok Tribune published an article that criticised the Thai government for this allegiance. Outraged by the article, the US Embassy asked Plaek Phibunsongkram to track back to the editorial team. They were surprised to learn that the article’s introduction was written by a small American man named ‘Bob Golden’. As a result, he was immediately fired.

2

The expanse round him expressed total dryness. He started at the tufts of dull grass and bits of straw spinning in a column to the sky. The brown earth sucked up into the air cast a dark  pall over everything.  A whirlwind. He recalled the old people had told him this was the portent of drought, want, disaster and death, and he was afraid.

‘The Gold-Legged Frog’
Translated into English by Domnern Garden 

Like other author-translator relationships featured in this series, Lao Khamhom and Domnern Garden’s relationship was built on a personal friendship that developed into a life-long collaboration. Theirs, however, sprung amidst a political climate of deprivation in all senses of the word: 

Lao Khamhom first started to work at Cornell University’s Research Centre in Bangkok in 1957, the same year that Field Marshal Sarit Thanarat staged a coup and became Prime Minister, and the same year of Isan’s worst drought and famine, which prompted a mass exodus of people from the northeastern region to Bangkok. This climate was vividly described by Lao Khamhom in the short story ‘The Gold-Legged Frog’.

Cover of ‘The Gold-Legged Frog’, a short story by Lao Khamhom, translated into English by Domnern Garden, and translated into Pali by Sathienpong Wannapok.

3

According to rumours, after he was fired from the Bangkok Tribune, Robert Golden rode his bicycle to the outskirts of Bangkok and found a temple where he resided and learnt to read and write Thai from a monk before becoming a Thai citizen. Nevertheless, the alias switch really occurred when Robert became acquainted with numerous pro-democracy and socialist Thai writers at the time, including Kulab Saipradit, or better known by the pen name ‘Siburapha,’ and, of course, Khamsing Srinawk or ‘Lao Khamhom’.’ Kulab’s wife, Chanid Saipradit (also known as ‘Juliet’ from the pen name she used as the translator of three Jane Austen novels) taught Thai to Domnern until he could eventually study Thai law and eventually passed his Thai bar exam. He became a legal expert in a law firm that specialises in intellectual property, which is known today as ‘Domnern Somgiat & Boonma (DS&B). Khamsing was the one who asked Kulab to give Robert a Thai name. The first version, ‘Domnern Fahpayu,’ which means ‘to walk or carry on’ and ‘weather the storm,’ was changed because it sounded too comical in Thai, resulting in ‘Domnern Garden,’ which echoed his former English surname, ‘Golden.’

When Kulab and Chanid Saipradit left for China in exile, they left their house in Bangkok for Domnern and Khamsing to look after. The two co-founded Kwian Thong Press to publish radical literature. The first three books ever published by Kwian Thong Press was Kah Pa Jao Dai Hen Ma (ข้าพเจ้าได้เห็นมา) by Siburapha, Pi-saj (ปีศาจ) by Seni Saowapong, and Kwam Pen Anijjang Kong Sangkom (ความเป็นอนิจจัง) by Pridi Banomyong. It wasn’t until 1958 that Fah Boh Kan by Lao Khamhom was published, and, sadly, was the last book to be published by Kwian Thong Press. Fah Boh Kan was only on the market for a short time before it was banned due to the strict censorship of Field Marshal Sarit Thanarat’s regime.

Inside Lao Khamhom’s cabinet filled with translated versions of his books and publications by Kwian Thong Press.

4

11 years later, when Sulak Sivaraksa and Thepsiri Suksobha visited Domnern and Khamsing at their land they brought together in Pakchong, Fah Bok Kan was rediscovered and republished in Thai. Sulak Sivaraksa was introduced to Domnern and Khamsing through Herbert Phillips, an American researcher who was posted in Cornell University Research Centre, which played a huge role in Anthropology and Sociology research in Thailand. Khamsing was Herbert’s research assistant.

Left: Domnern Garden, Middle: The Swedish Translator of Fah Boh Kan, Right: The Swedish translator’s wife. Image: Tuensiri Srinawk

 

Sulak’s visit was around the same time that Oxford University Press in Kuala Lumpur, Malaysia, was scouting for Thai literature to be translated into English and had asked Sulak Sivaraksa to recommend some titles. Naturally, Sulak asked Domnern to translate Fah Boh Kan into English, which was later published under the English title, The Politician and Other Stories. The success of the English version sparked a train of translations in other languages: Swedish, Danish, Dutch, Japanese, Sinhala, Malay, German, and Pali. Apart from Fah Bok Kan’s English translation, Domnern also wanted to publish a Thai-English dictionary that offered an alternative version to the one written by So Sethaputra. Therefore, Domnern co-wrote a Thai-English dictionary with Sathienpong Wannapok, which was critically acclaimed to be the finest edition of Thai-English dictionary ever published. 

Written by Agent Papaya

Sources: 

http://www.hiclasssociety.com/hiclass/detailcontent1.php?sub_id=338
http://rikker.blogspot.com/2009/01/domnern-garden-1928-2009.html
https://www.matichon.co.th/prachachuen/prachachuen-scoop/news_933649
https://eresources.nlb.gov.sg/newspapers/Digitised/Article/straitstimes19510819-1.2.42 

.

Images: 

Khamsing Srinawk and Tuensiri Srinawk 

ซอย สควอด |
soi squad

ซอย สควอด ทำงานที่ยักย้ายได้หลายท่วงท่าในดินแดนของตัวบท เต้นรำกับจินตนาการ และมุ่งมั่นสร้างโครงข่ายของความคิดและเครือข่ายของนักเขียน ซอย สควอด พูดในหลายภาษาและปรารถนาจะแปลงกิจของการเขียนและการสร้างถ้อยคำในท่วงทำนองที่กว้างขวางและคึกคะนองที่สุด แบบปฏิบัติ ของ ‘การเขียน การเรียบเรียง และการตีพิมพ์ในสนามภาคขยาย’ จึงเป็นใจกลางสำคัญของซอย ด้วยว่าเราเชื่อในความใจกว้างของเวลาและสปิริตที่ไม่เคยหยุดพักเพื่อจะเรียนรู้และรื้อการเรียนรู้นั้น.

‘soi squad’ maneuvers multiple gestures within the textual terrain, dances with the faculty of imagination, and strives to build a web of thoughts and a network of writers. soi squad is a polyglot who desires to interpret the act of writing and the production of words in the widest and wildest sense. The practice of ‘writing, editing and publishing’ is pivotal to soi as we believe in a generosity of time and a restless spirit to learn and unlearn.

ซอย สควอด ทำงานที่ยักย้ายได้หลายท่วงท่าในดินแดนของตัวบท เต้นรำกับจินตนาการ และมุ่งมั่นสร้างโครงข่ายของความคิดและเครือข่ายของนักเขียน ซอย สควอด พูดในหลายภาษาและปรารถนาจะแปลงกิจของการเขียนและการสร้างถ้อยคำในท่วงทำนองที่กว้างขวางและคึกคะนองที่สุด แบบปฏิบัติ ของ ‘การเขียน การเรียบเรียง และการตีพิมพ์ในสนามภาคขยาย’ จึงเป็นใจกลางสำคัญของซอย ด้วยว่าเราเชื่อในความใจกว้างของเวลาและสปิริตที่ไม่เคยหยุดพักเพื่อจะเรียนรู้และรื้อการเรียนรู้นั้น.

‘soi squad’ maneuvers multiple gestures within the textual terrain, dances with the faculty of imagination, and strives to build a web of thoughts and a network of writers. soi squad is a polyglot who desires to interpret the act of writing and the production of words in the widest and wildest sense. The practice of ‘writing, editing and publishing’ is pivotal to soi as we believe in a generosity of time and a restless spirit to learn and unlearn.