อ่านภาคขยาย: เขียน (แด่) ผู้ไร้สิ่งปลอบประโลม: บทสัมภาษณ์กับอรุณธตี รอย (ตอนที่ 1)

expanded reading: Write (to) the unconsoled: An Interview with Arundhati Roy (part 1)

Written By

ซอย สควอด | soi squad

ทลายวรรณะ | Annihilation of Caste
บทนำ “บัณฑิตกับนักบุญ | The Doctor and The Saint”
WHITE TIGER by Aravind Adiga
ฟรานทซ์ ฟาน็อง | Frantz Fanon — ระหว่าง ‘การแบ่งวรรณะ’ และ ‘การเหยียดสีผิว’
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ — ‘ในอินเดียอัมเพทการ์ต่อสู้เพื่อจัณฑาล ในประเทศไทยคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อล้มจัญไร’

1

**จงใฝ่เรียนรู้, จงสู้เป็นกลุ่มก้อน, และจงปั่นป่วนเร่าร้อนอยู่ร่ำไป — อัมเพทการ์**


.
อัมเพทการ์มองว่าการปฏิรูปทางการเมืองและทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องมี ‘การปฏิรูปทางสังคม’ ร่วมสู้เคียงข้าง ซึ่งนั่นคือการ *ทลายวรรณะ* อย่างที่เขาเสนอไว้ในข้อเขียนชื่อ *Annihilation of Caste* เมื่อปี 1936
.
เมื่อระบบวรรณะและตัวบททางศาสนา (ฮินดู) อยู่ในระบบชายเป็นใหญ่ [แต่ไม่ใช่ในทุกสถาบันศาสนาของโลกล้วนเป็นเช่นนี้หรอกหรือ?] ความคิดเช่นนี้โหมกระพือความเกลียดชังและกดปราบผู้หญิง (ไปจนถึงเพศอื่นนอกเหนือจากชายแท้) อัมเพทการ์จึงมองว่าการร่วมดื่มกินหรือสมรสข้ามวรรณะไม่อาจช่วยทลายระบบอันไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ‘หนทางที่แท้จริงของการล้มล้างระบบวรรณะให้สิ้นซากนั้น คือการรื้อทำลายวิธีคิดทางศาสนาที่ก่อสร้างระบบวรรณะนี้ขึ้นมา’
.
ความตั้งใจแรกของอัมเพทการ์ต้องการให้ตัวบท ‘ทลายวรรณะ’ เป็นปาฐกถาในเมืองลาฮอร์ แต่ภายหลังผู้จัดงานกลับตัดสินใจยกเลิกงานเสียเอง เพราะเกรงว่าความเห็นของเขาสุ่มเสียงให้เกิดการต่อต้านลุกฮือในหมู่ชาวฮินดู อัมเพทการ์จึงจัดการตีพิมพ์ตัวบทออกมาเป็นหนังสือ และหนังสือเล่มนี้ก็ได้กลายเป็นตำนานของการต่อสู้ระบบวรรณะนับตั้งแต่นั้น ในปี 2014 สำนักพิมพ์อิสระชื่อ Navayana ได้ตีพิมพ์ *Annihilation of Caste* ขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีการแทรกบทนำยาวประมาณ 124 หน้าในชื่อ “The Doctor and the Saint” ของอรุณธตี รอย ที่เปิดบทสนทนาเกี่ยวกับระบบวรรณะในสังคมร่วมสมัยเข้าไปด้วย
.
อ่านตัวบทฉบับพิมพ์ครั้งที่สาม พร้อมจดหมายตอบจากอัมเพทการ์ต่อข้อวิจารณ์ของคานธีได้ใน:

https://www.marxists.org/…/2015.71655.Annihilation-Of…

2

**การปฏิวัติอาจอุบัติขึ้นจากการอ่านได้ และหลายครั้งที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้น — อรุณธตี รอย**

ในบทนำชื่อ “The Doctor and The Saint” อรุณธตีเริ่มด้วยการพรรณาประสบการณ์จากการอ่านงานเขียนของอัมเพทการ์เป็นครั้งแรก: ‘ฉันรู้สึกราวกับว่าใครบางคนได้เดินเข้ามาในห้องมืดสลัวแล้วแหวกม่านออกให้แสงแทงทะลุ’ เธอบอกว่าไม่มีหนังสือแบบเรียนเล่มใดในอินเดียที่จะเอ่ยถึงระบบการแบ่งชนชั้นวรรณะราวกับว่ามันไม่มีอยู่จริง ซึ่งเธอมองว่าเป็นหลุมพรางในจักรวาลของการเรียนการสอนในประเทศอินเดีย แต่การได้อ่านข้อเขียนของอัมเพทการ์ชิ้นนี้ก็ทำให้เธอได้เข้าใจด้วยว่าเหตุใดหลุมกว้างเช่นนั้นถึงดำรงอยู่ได้จนกว่าสังคมอินเดียจะสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างถอนรากถอนโคน
.
คำอย่าง ‘บัณฑิต’ และ ‘นักบุญ’ จะเป็นใครไม่ได้อีก นอกจากดอกเตอร์อัมเพทการ์และไอคอนนักชาตินิยมอย่างคานธี ใน “เขียน (แด่) ผู้ไร้สิ่งปลอบประโลม: บทสัมภาษณ์กับอรุณธตี รอย” เธอยังย้ำความลวงในประวัติศาสตร์ของคานธีกับเราอีกรอบ: ‘เรื่องราวชีวิตเขานั้นเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งเพ คานธีทั้งเหยียดเชื้อชาติ เหยียดเพศ ดูแคลนชนชั้นแรงงาน สรรเสริญระบบชนชั้นวรรณะ คานธีต่อต้านการเหยียดจัณฑาลก็จริง แต่ก็เชิดชูความ ‘หลักแหลม’ ของระบบวรรณะแบบฮินดู ความจริงเหล่านี้โดนกลบทับเสียมิด คานธีเป็นนักการเมืองที่ฉลาดและเจ้าเล่ห์ มีทั้งวิสัยทัศน์ แต่ก็ยึดติดอยู่กับธรรมเนียมเก่าๆ อย่างเหลือร้าย นักประวัติศาสตร์เกือบทุกคนในประเทศนี้พ่นคำหลอกลวงเกี่ยวกับคานธีทั้งนั้น พวกเขาหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงสิ่งที่คานธีทำในแอฟริกาใต้ ไม่พูดถึงมุมมองเกี่ยวกับการเมืองเรื่องเพศของเขา เรื่องชนชั้นแรงงาน เรื่องระบบวรรณะ…’

3

**ผู้เขมือบ หรือ ผู้ถูกเขมือบ?**


.
ใน “บัณฑิตกับนักบุญ” อรุณธตีเอ่ยถึงวรรณะว่ามันแฝงฝังอยู่ในชื่อที่ผู้คนใช้ วิถีที่ผู้คนเอ่ยถึงต่อกัน วรรณะยังอยู่ในงานที่พวกเขาทำ ในเสื้อผ้าที่พวกเขาใส่ ในการสมรสที่จัดแจงขึ้นมา ไปจนถึงในภาษาที่พวกเขาพูด มโนภาพเดียวกันนี้ยังปรากฏอยู่ในภาพยตร์สุดฮิตบน Netflix ที่ชื่อ *White Tiger* [แต่ในที่นี้ เราขออ้างผ่านวรรณกรรมต้นทางในชื่อเดียวกัน]
.
ระบบวรรณะคือการจัดแจงบทบาทต่างๆ ให้คนในสังคม ดังเช่นที่ตัวเอกของเรื่องถูกจัดไว้ในวรรณะของ Halwai (ซึ่งก็คือวรรณะของคนทำขนม) ชนชั้นวรรณะไม่ใช่แค่ประเภทกลุ่มคน แต่ระบบนี้ฝังลึกอยู่ในมโนสำนึกและชีวิตประจำวันของผู้คนเพื่อกำกับการเข้าถึงทรัพยากรของผู้คนต่างๆ จนสร้างความไม่เท่าเทียมกันอย่างสุดกู่ ไม่ว่าทรัพยากรนั้นจะเป็นข้าวปลาอาหารเพื่อปากท้อง หรือความรู้จากโอกาสทางการศึกษา ไปจนถึงวงสังคมที่รายล้อมผู้คนอยู่ เราจึงไม่อาจมองประเด็นการกดขี่อย่างแยกขาดจากกันได้เลย เหมือนดังที่ศาสนา เพศสภาพ สีผิว ต่างทำงานเพื่อหนุนเสริมวรรณะที่สูงกว่าและเป็นกรงขังชนชั้นล่างที่ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทำงานรับใช้เพื่อให้ตัวเองสามารถอยู่รอดได้ต่อไป
.
บางส่วนจากหนังสือ *White Tiger* ได้ให้ภาพที่ชัดเจนว่าความไม่เท่าเทียมนี้สูบกินและลดทอนท่ามกลางผู้คนที่ต่างดิ้นรนต่อสู้กันอย่างไรบ้าง:
ทีนี้แล้ว อยากจะขอบคุณบรรดานักการเมืองในเดลีที่เปิดกรงสวนสัตว์ทิ้งไว้ในวันที่ชาวอังกฤษจากไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ปี 1947 สัตว์ทั้งหลายต่างจู่โจมและรุมทึ้งซึ่งกันและกัน กฎป่าเข้ามาแทนที่กฎสวนสัตว์ในคราวนั้น ในบรรดาสัตว์ที่แสนดุร้ายและหิวโซต่างสวาปามตัวอื่นที่เหลือลงท้องจนพุงกาง ขนาดของพุงนี่แหละคือสิ่งที่เราวัดจากนั้นมา ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นผู้หญิง เป็นมุสลิม หรือเป็นจัณฑาล เพราะใครก็ตามที่มีพุงขนาดใหญ่สามารถทะยานขึ้นสูงได้ […]
.
ว่าเอาอย่างรวบรัดก็คือ อินเดียมีพันวรรณะและหลากชะตากรรมในเวลาก่อนโน้น แต่ตอนนี้ เรามีแค่สองวรรณะ ก็คือ ผู้ที่มีอำนาจบาตรใหญ่ และผู้คนที่เหลือซึ่งไร้พลังอำนาจต่อรอง
.
แถมยังมีแค่สองชะตากรรม นั่นคือ เป็นผู้เขมือบ หรือจะเป็นผู้ถูกเขมือบ

4

**เราไม่อาจเพียงบ่งชี้เชื้อร้ายแห่งความเสื่อมทรามที่อำนาจจักรวรรดิคายทิ้งไว้ แต่เรายังต้องแลเห็นด้วยว่ามันฝังลึกอยู่ในมโนสำนึกของเราเอง — ฟรานทซ์ ฟาน็อง**


.
คำถามว่า ‘การแบ่งวรรณะ’ และ ‘การเหยียดสีผิว’ เหมือนหรือต่าง และควรถกเถียงกันอย่างไร? เป็นประเด็นที่เกิดหลายครั้งในหมู่นักเขียนและนักวิชาการ เช่นกัน อรุณธตีเองก็ได้แตะประเด็นนี้ไว้ใน “นายหมอและพ่อพระ”:
.
*ในบรรดาความเลวทรามต่ำช้าอย่างจำพวกนโยบายแบ่งแยกสีผิว การเหยียดเชื้อชาติและเพศวิถี การครอบงำทางเศรษฐกิจของอำนาจจักรวรรดิ และกลุ่มเคร่งศาสนาต่างๆ ล้วนถูกตั้งคำถามท้าทายในพื้นที่ถกเถียงระดับนานาชาติ แต่เหตุใดแบบแผนของการแบ่งชั้นวรรณะในอินเดียถึงสามารถหลบลี้การไต่สวนตรวจสอบในลักษณะเดียวกันได้ ทั้งที่มันถือเป็นการจัดแจงชนชั้นทางสังคมอันทารุณโหดร้ายอย่างถึงที่สุดเท่าที่มนุษย์จะนึกถึงมันได้? อาจเป็นเพราะระบบวรรณะนี้หลอมรวมเข้าไปกับศาสนาฮินดู แล้วส่วนใหญ่มันก็ถูกมองว่าดีงาม อย่างน้อยก็ในสายตาคนข้างนอก อย่างเช่น ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เวทมนตร์ จิตวิญญาณ หลักอหิงสา ความอดทนอดกลั้น อาหารมังสวิรัติ คานธี โยคะ แบ็คแพ็คเกอร์ หรือกระทั่ง วง เดอะ บีทเทิลส์ มันจึงดูยากเย็นเหลือเกินที่จะมองให้ลึกลงไปเพื่อทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น*
.
และเมื่อถามถึงการที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นำตัวบทของคานธีเกี่ยวกับสันติวิธีมาใช้สอนควบคู่กับหนังสือ โลกระทม (The Wretched of the Earth) ของฟรานทซ์ ฟาน็อง (Frantz Fanon) ในวิชาชื่อ ‘อารยธรรมร่วมสมัย’ (Contemporary Civilization) อรุณธตีก็ตอบว่า
.
*[…] ฟาน็องและคานธีไม่มีอะไรเหมือนกันเลยแม้แต่น้อย ฉันคิดว่าบางทีถ้าเปลี่ยนเป็นสอนเรื่องของอัมเพทการ์คู่กับฟาน็องอาจมีอะไรน่าสนใจให้พูดถึงมากกว่าด้วยซ้ำ เขานำเสนอมุมมองเกี่ยวกับลัทธิอาณานิคมที่สลับซ้อนมากขึ้นไปอีก โดยบอกว่าแนวคิดแบบฮินดูนั่นแหละคือรูปแบบหนึ่งของอาณานิคมที่ธำรงอยู่ในอินเดียก่อนการมาถึงของจักรวรรดิบริติชเป็นเวลาช้านานแล้ว สงครามกับชาวทราวิฑ [หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อชาวดราวิเดียน] ได้รับการเล่าขานอย่างชวนพิศวงในวรรณกรรมก้องโลกอย่างรามายณะ โดยที่สุดท้ายแล้วทราวิฑผู้ปราชัยถูกสาปให้กลายเป็นอสูรและปีศาจร้าย บรรดาเทพเจ้ากับกษัตริย์ทราวิฑกลายไปเป็นมารร้ายผู้ถูกพิชิต ในแง่นี้ เราได้เห็นกลไกการแปลงประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นมหากาพย์เรื่องเล่า เช่นเดียวกับการดัดปรับตำนานมหากาพย์ให้กลายมาเป็นประวัติศาสตร์ มันคือหอกสองง่ามที่พวกชนชั้นสูงในสังคมใช้โจมตีชนชั้นที่ต่ำต้อยกว่า ผู้ปราชัยโดนสาปให้กลายเป็นมนุษย์ผู้ด้อยค่า ราวกับมันคือประกาศิตของสวรรค์ เอาจริงๆ นี่เป็นวิธีที่ฉลาดมาก อัมเพทการ์เองก็ตระหนักได้ว่าในแง่หนึ่ง การมาถึงของลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตกจะนำมาซึ่งการปลดแอกของชาวดาลิต นักวิชาการคนอื่นๆ ที่มาจากชนชั้นผู้ถูกกดขี่อย่างโยติบา ภูเล (Jotiba Phule) เองก็มีมุมมองที่สอดคล้องกันเกี่ยวกับการเข้ามาของศาสนาอิสลาม ดาลิตหลายร้อยล้านคนเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม คริสต์ และซิกข์แทนเพื่อเบี่ยงตัวหนีจากปลายแส้ของระบบวรรณะที่ฟาดเนื้อเถือหนังตนมาตลอด*
.
ส่วนอรชุน อัปปาดูรัย ได้วิพากษ์การนำกรณีศึกษาเรื่องวรรณะและการเหยียดสีผิวมาเทียบเคียงกันว่ามักผิวเผินเกินไป โดยพุ่งเป้าไปที่หนังสือชื่อ *Caste: The Origins of Our Discontents* ว่าการใช้เรื่องราวปะติดปะต่อและอุปมานิทัศน์ต่างๆ มิได้วางอยู่บนฐานความคิดที่แข็งแรงพอ อรชุนให้เหตุผลว่า ระบบวรรณะตกตะกอนผ่านเวลาหลายพันปีในประวัติศาสตร์อินเดีย โดยเฉพาะมุมมองเชิงจักรวาลวิทยาที่เปิดทางให้ผู้เข้าครอบครองดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือกดปราบและควบคุมชนพื้นถิ่นผ่านระบบจัดการอย่างชนชั้นวรรณะ วิชาชีพ และมายาของความบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ซึ่งกระบวนการนี้ต่างจากการอุบัติขึ้นของการล่าอาณานิคมโดยชนผิวขาวอเมริกา รวมถึงสงครามผิวสีในอเมริกา (อ่านส่วนนี้ต่อใน https://thewire.in/…/book-review-isabel-wilkerson-caste…)
.
แม้จะมีข้อวิจารณ์ดังเช่นที่อรุณธตีและอรชุนว่าไว้ ก็ยังมีนักเขียน/นักวิชาการอีกไม่น้อยที่พยายามจะโยงคานธีกับฟาน็องเข้าด้วยกันโดยละเลยความซับซ้อนของบริบท ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่ากรณีศึกษาใดๆ ในโลกไม่อาจถูกมองอย่างเทียบเคียงเปรียบเปรยได้เลย แต่กลเม็ดของการผูกโยงที่จะพาให้ตัวบทรุ่มรวยนั้นจะต้องเกิดจากสายตาที่สามารถระบุความแตกต่างอย่างกะจ้อยร่อยไปพร้อมกันได้ด้วย ไม่อย่างนั้น งานวิชาการแบบ ‘comparative’ ก็จะกลายเป็นแค่ความรุนแรงของการตีขลุมและอธิบายเข้าข้างสิ่งที่ตัวเองอยากจะพูดออกมา ที่ท้ายสุดก็ไปปิดทับเสียงของสิ่งที่ถูกใช้เป็นประเด็นตั้งต้นในการศึกษาแต่แรก

5

**สู้เถิดประชาชน สู้เถิดสามัญชน โค่นจัญไร สร้างประชาธิปไตยให้แผ่นดิน — ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ**


.
ในปี 2553 ณัฐวุฒิขึ้นปราศรัยที่โคราชเรื่อง ‘สงครามชนชั้น’ โดยยกข้อเปรียบเทียบระหว่างอัมเพทการ์ที่ต่อสู้เพื่อทลายระบบวรรณะในอินเดีย กับพี่น้องเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อล้มอำมาตย์
.
[การถอดเสียงชื่ออัมเพทการ์ในคำปราศรัยจะใช้ตามณัฐวุฒิที่อ่านว่า ‘เอ็มเบดการ์’ แต่การเอ่ยชื่ออื่นใดนอกเหนือจากคำปราศรัยทีมงานขอใช้ระบบการออกเสียงของเราเอง ซึ่งคือ อัมเพทการ์]
.
[…]
พี่น้องที่เคารพครับ พี่น้องเพื่อนร่วมชาติทั้งหลาย เราท่านหาใช่จัณฑาล เราท่านต่างเป็นสามัญชนเท่าเทียมกันในประเทศไทย ใยมิช่วยกันสู้เพื่อปลดแอกชนชั้นนี้เสียเล่า ใยมิช่วยกันสู้เยี่ยงสามัญชนเยี่ยงคนมีเกียรติยศศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์เล่า
.
ผมเรียนพี่น้องว่า การต่อสู้นี้ไม่มีทางเดินมาถึงวันนี้ได้อีกแล้ว นี่คือขบวนการประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย และถ้าประเทศไทยจะเปลี่ยนเป็นทุกคนเสมอภาคเท่าเทียม ต้องเปลี่ยนด้วยพลังของประชาชนในวันนี้
.
พี่น้องที่เคารพครับ เล่าเรื่องการต่อสู้ของคนจัณฑาลในประเทศอินเดีย ก็นึกถึงประเทศไทย ที่ประเทศอินเดีย คนที่เขาถือว่าต่ำต้อยที่สุด เขาเรียกจัณฑาล
.
ประเทศไทยมีคนกลุ่มหนึ่ง เขานึกว่าตัวเองสูงสุด สูงกว่าประชาชนธรรมดาทั้งๆ ที่เป็นสามัญชนด้วยกัน เราเรียกว่าจัญไร
.
เพราะฉะนั้น ในอินเดีย เอ็มเบดการ์ สู้เพื่อจัณฑาล ในประเทศไทย คนเสื้อแดง สู้เพื่อล้มจัญไร
.
นี่คือไอ้วรรณะจัญไรครับ ไอ้จัญไรที่อยู่เหนือกฎหมาย ไอ้จัญไรที่เบียดบังทรัพยากรของชาติ ไอ้จัญไรที่คิดว่าตัวเองต้องถูกตลอดเวลา แล้วใครอยู่ตรงข้ามตัวเองผิดตลอดเวลา เพราะฉะนั้น นี่เป็นการต่อสู้ของชนชั้นล่างกับชนชั้นจัญไรในประเทศไทย ไอ้พวกจัญไรเนี่ย มันกดขี่ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือตลอดมา
.
พี่น้องที่เคารพครับ ไอ้จัญไรไม่เสียภาษีก็อยู่ได้ แต่คนธรรมดาอย่างเราไม่เสียภาษี ผิดกฎหมาย
.
ประชาชนยึดครองที่ป่าสงวนถูกจับถูกขัง แต่ไอ้จัญไรยึดป่าสงวนไม่มีเจตนา ไม่ผิดกฎหมาย
.
ลูกหลานประชาชนหนีเกณฑ์ทหารกลายเป็นคนเถื่อน จดชื่อจดทะเบียนรับรองบุตรก็ไม่ได้ แต่สมุนจัญไรหนีทหาร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ผิดกฎหมาย
.
พี่น้องที่เคารพ ประชาชนลุกขึ้นมาสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของตัวเอง สู้อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว สู้อย่างรู้ว่าคนไม่มีเส้น ถูกดำเนินคดีต่างๆ นานามากมาย สมุนแห่งจัญไรยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ไม่ผิดกฎหมาย ได้เป็นรัฐมนตรี นี่คือเหตุผลที่เราต้องโค่นล้มวรรณะจัญไรในประเทศนี้
.
สู้เถิดประชาชน สู้เถิดสามัญชน โค่นจัญไร สร้างประชาธิปไตยให้แผ่นดิน
.
[…]
.
ฟังคำปราศรัยฉบับเต็มได้ที่: https://www.facebook.com/watch/?v=337494713970876

__________________

ซอย สควอด |
soi squad

ซอย สควอด ทำงานที่ยักย้ายได้หลายท่วงท่าในดินแดนของตัวบท เต้นรำกับจินตนาการ และมุ่งมั่นสร้างโครงข่ายของความคิดและเครือข่ายของนักเขียน ซอย สควอด พูดในหลายภาษาและปรารถนาจะแปลงกิจของการเขียนและการสร้างถ้อยคำในท่วงทำนองที่กว้างขวางและคึกคะนองที่สุด แบบปฏิบัติ ของ ‘การเขียน การเรียบเรียง และการตีพิมพ์ในสนามภาคขยาย’ จึงเป็นใจกลางสำคัญของซอย ด้วยว่าเราเชื่อในความใจกว้างของเวลาและสปิริตที่ไม่เคยหยุดพักเพื่อจะเรียนรู้และรื้อการเรียนรู้นั้น.

‘soi squad’ maneuvers multiple gestures within the textual terrain, dances with the faculty of imagination, and strives to build a web of thoughts and a network of writers. soi squad is a polyglot who desires to interpret the act of writing and the production of words in the widest and wildest sense. The practice of ‘writing, editing and publishing’ is pivotal to soi as we believe in a generosity of time and a restless spirit to learn and unlearn.

ซอย สควอด ทำงานที่ยักย้ายได้หลายท่วงท่าในดินแดนของตัวบท เต้นรำกับจินตนาการ และมุ่งมั่นสร้างโครงข่ายของความคิดและเครือข่ายของนักเขียน ซอย สควอด พูดในหลายภาษาและปรารถนาจะแปลงกิจของการเขียนและการสร้างถ้อยคำในท่วงทำนองที่กว้างขวางและคึกคะนองที่สุด แบบปฏิบัติ ของ ‘การเขียน การเรียบเรียง และการตีพิมพ์ในสนามภาคขยาย’ จึงเป็นใจกลางสำคัญของซอย ด้วยว่าเราเชื่อในความใจกว้างของเวลาและสปิริตที่ไม่เคยหยุดพักเพื่อจะเรียนรู้และรื้อการเรียนรู้นั้น.

‘soi squad’ maneuvers multiple gestures within the textual terrain, dances with the faculty of imagination, and strives to build a web of thoughts and a network of writers. soi squad is a polyglot who desires to interpret the act of writing and the production of words in the widest and wildest sense. The practice of ‘writing, editing and publishing’ is pivotal to soi as we believe in a generosity of time and a restless spirit to learn and unlearn.