อ่านภาคขยาย: มหรสพความสงสารที่ถูกฟังจากมุมสูง

expanded reading: Vertical Empathy in HUMANIMAL

Written By

ซอย สควอด | soi squad

ชวนคิดต่ออีกหน่อยจากบทความ ‘มหรสพความสงสารที่ถูกฟังจากมุมสูง’ ของเผ่าภูมิ ชีวารักษ์ ที่สำรวจงานแสดงที่ชื่อ ‘สัตว์มนุษย์’ ว่ามีแง่มุมที่ถูกลดทอน จนถึงการแสดงความรู้สึก การปลดเปลื้องภายใน อาจกลายเป็นเพียงมหรสพทางอารมณ์หรือไม่?​

1

Jennifer Doyle, Hold It Against Me: Difficulty and Emotion in Contemporary Art (2013)

เมื่องานศิลปะบางชิ้นกระทุ้งความรู้สึกกระอักกระอ่วน มันอาจเตือนเราถึงสิ่งที่เจ็บปวด บางอย่างที่ทำให้เราโมโห หรือบางสิ่งที่เรารักเหลือเกิน เราจะเขียนถึงงานศิลปะที่ทำให้เรารู้สึกถึงอารมณ์ที่แท้จริงปานนั้นได้ยังไง? ความยุ่งยากเหล่านี้ผันคนดูงานให้กลายเป็นประจักษ์พยานหรือกระทั่งผู้มีส่วนร่วมในงานศิลปะโดยตัวมันเองได้อย่างไร?​
เมื่อใดก็ตามที่เราเกิดความรู้สึกว้าวุ่นหรือค้างคาต่อตัวผลงานศิลปะ เราไม่เพียงต้องรับมือต่อตัวงานศิลปะเท่านั้น แต่เราถูกผลักให้เผชิญหน้ากับ ‘ตัวของเราเอง’ หนังสือ Hold It Against Me ชวนเราไต่ถามถึงชั่วขณะอันแสนยุ่งยากของประสบการณ์ทางศิลปะ ด้วยว่าความรู้สึกเหล่านี้เผยถึงการทึกทักหรืออคติที่ผ่านร่างกาย การเมือง จนถึงสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจในอัตลักษณ์ของศิลปินที่ผลิตผลงานเหล่านั้น กระทั่งผู้ชมงานที่มองผ่านโลกทัศน์หรืออุดมการณ์ที่แตกต่างกันออกไป
ความน่าสนใจอีกอย่างของหนังสือเล่มนี้คือการพูดเรื่องการวิจารณ์ศิลปะ การวิจารณ์ศิลปะตามขนบมักจะปัดตกเรื่องของ ‘อารมณ์’ และคลาย ‘ความยาก’ ที่อยู่ในประสบการณ์ศิลปะด้วยการอธิบายปาวๆ หรือสาธยยายเป็นฉากๆ แต่หนีห่างความซับซ้อนภายในตัวงานหรือไม่ก็ละเลยความซับซ้อนนั้นเสียสิ้น สิ่งนี้มักเกิดขึ้นกับงานศิลปะที่ทำงานอยู่กับประเด็นเรื่องตัวตน การเมือง และประวัติของศิลปินชายขอบ โดยความยุ่งยากซับซ้อนเหล่านี้กลับถูกทำให้แบนเรียบราบหรือแปลความให้เป็น ‘ประเด็นวิวาท’ หรือ ‘ความอื้อฉาวทางการเมือง’ ที่ห่มคลุมตัวงานศิลปะนั้นเอาไว้ หนังสือเล่มนี้พยายามจะโต้แย้งว่าการ ‘อ่าน’ ศิลปะอย่าง ‘ตรงตัว’ นั้นไม่ได้สะท้อนข้อจำกัดของตัวงาน แต่มันฟ้องข้อจำกัดของการวิจารณ์เอง
สิ่งที่น่าคิดต่อจากหนังสือเล่มนี้คือด้านกลับของการปัดตกอารมณ์ความรู้สึกกระอักกระอ่วนที่เขียนไม่ได้ในงานวิจารณ์ ก็คือการทำให้อารมณ์ความรู้สึกกลายเป็น ‘spectacle’ เป็น ‘มหรสพทางอารมณ์’ ดังเช่นการตั้งข้อสงสัยผ่านบทความ ‘มหรสพความสงสารที่ถูกฟังจากมุมสูง’ ว่าการ ‘ disarm’ หรือ ‘ปลดอาวุธ’ ที่ถูกหยิบใช้การสอบสำรวจอย่างการบำบัดทางจิตใจในงาน สัตว์มนุษย์ เป็นการปรากฏของ ‘เบื้องลึก’ ในจิตใจอย่างตรงไปตรงมาและเป็นการแสดงออกถึง ‘ความเป็นสัตว์’ (สัตว์ในที่นี้บอกเป็นนัยถึงสิ่งที่ต่ำว่าคุณค่า/ศีลธรรมอย่างมนุษย์) หรืออันที่จริงคือการ ‘ประดิษประดอยอย่างมนุษย์’ ที่ทำในนามของการ ‘เปิดอก’ หรือการ ‘ตีแผ่’? อีกประการคือ พื้นที่นอก-ในอาจไม่ได้ถูกขีดได้ชัดเจนอย่างนั้น เพราะต่อให้นักแสดง ‘ไม่เห็น’ ภายนอก แต่ในมุมหนึ่ง นักแสดงเองก็รับรู้การมีอยู่ของผู้จับจ้อง ในขณะที่กำลังรับมือกับความกระอักกระอ่วนในใจไปพร้อมกัน และสิ่งเหล่านี้ยังแสดงผลต่างเฉดผ่านความสามารถในการรับมือกับการจัดการร่างกายของนักแสดงแต่คนที่มีทั้งสมัครเล่นและมืออาชีพ

2

บิ๊กแดง / soft boi 2020

เราไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกได้ด้วยตัวมันเองเพียงแต่อย่างเดียว แต่เราอ่านมันผ่านร่างกายที่อารมณ์นั้นตั้งอยู่ ซึ่งร่างกายแต่ละร่างก็เป็นพื้นที่ที่เงื่อนไขทางสังคมต่างๆ เช่น เพศสภาพ เพศ ชนชั้น อายุ และชาติพันธุ์ตัดพาดกันอยู่ ดังนั้นความรู้สึกในพื้นที่สาธารณะอาจถูกฉวยใช้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโฆษณาชวนเชื่อทางอุดมการณ์อย่างที่คนไทยหลายคนเคยประสบมาคล้ายๆ กัน
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ได้ออกมาพูดในน้ำเสียงที่สะเทือนอารมณ์ต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาธิปไตยนำโดยคนรุ่นใหม่และการวิพากษ์ต่อสถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผย นอกจากจะลดทอนความไม่พอใจของกลุ่มผู้ประท้วงว่าเป็นการได้รับอิทธิพลมากจาก ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ แล้ว พลเอก อภิรัชต์ ยังหยิบยกเรื่องของพระมหากษัตริย์ เรื่องความสงบของชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองมาพูด รวมถึงสั่งสอนนักศึกษาว่าอย่า ‘จาบจ้วงผู้ใหญ่’ ล้วนแต่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ของความรักชาติที่รุนแรง
ความสนใจที่ช่าง alternative (ทฤษฎีสมคบคิด), ความจอมบงการ, ความชอบช่วงใช้ทางอารมณ์—ผู้บัญชาการทหารบกคือ ‘soft boi’ แห่งยุคเผด็จการของเรารึเปล่านะ? ภาพของนายทหาร ‘ผู้อ่อนไหว’ ที่เล่นอยู่กับคติของความซาบซึ้งที่ประชาชนควรมีต่อผู้อุปถัมป์ เป็นภาพที่ถูกเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโฆษณาชวนเชื่อของรัฐไทยตั้งแต่ไหนแต่ไร อย่างน้อยคนรุ่นใหม่ก็ได้เห็นมันมาตั้งแต่เกิดไปพร้อมๆ กับความรุนแรงและไม่เป็นธรรมที่มาจากรัฐบาลทหาร มันจึงยากที่จะยอมรับหรือเห็นใจต่อการแสดงถึงความเปราะบางทางอารมณ์ของพลเอก อภิรัชต์ ในเมื่อ ‘ความอ่อนไหว’ และ ‘ความเปราะบาง’ ถูกทำให้เป็นเครื่องมือในการกดขี่คนส่วนมากมาโดยตลอด

3

Taylor Swift’s Best Album of the Year, Grammys, 2016

ในงานประกาศรางวัลแกรมมี ปี ค.ศ. 2016 เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) ขึ้นรับรางวัลอัลบั้มแห่งปี เธอยืนถือรางวัลโดยมีกลุ่มโปรดิวเซอร์ชายล้วนอีกหลายคนเป็นฉากหลัง เธอได้กล่าวคำขอบคุณในแบบเฟมินิสต์ของเธอเอง โดยได้มีการตำหนิ คานเย เวสต์ (Kanye West) อย่างชัดเจนในฐานะหนึ่งในผู้ชายที่ “พยายามจะลดทอนความสำเร็จของคุณ ขโมยความดีความชอบจากความสำเร็จและชื่อเสียงของคุณ” ไม่มีใครเสียน้ำตาในเวทีนี้ เพราะนี่เป็นเหมือนฉากที่ตัวละครได้ก้าวข้ามความอ่อนไหวของตัวเอง ฉากที่เหยื่อได้ออกมาเล่าถึงการต่อสู้ของตัวเอง เทย์เลอร์ในชุดสีแดงชมพูในคืนนั้นจึงเหมือนนกฟีนิกซ์ที่คืนชีพและโบยบินออกมาจากเถ้าถ่านของการเหยียดเพศในตอนสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม คำกล่าวอ้างถึงการตกเป็นเหยื่อของเธอก็ไม่ได้จริงใจซะทีเดียว เพราะตัวเธอเองก็ได้ใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ที่คานเยขึ้นมาก่อกวนในงาน VMA วันนั้นด้วยการสร้างผลงานเพลงในอีกสิบปีต่อมาขึ้นจากมัน (ดู Reputation, Look What You Made Me Do) เธอได้ผลประโยชน์จากเรื่องเล่าของเหยื่อที่เธอสร้างขึ้นมา โดยเอาประสบการณ์ของตัวเธอเองในฐานะผู้หญิงผิวขาวที่รวยเป็นที่ตั้ง—มันแสดงถึงความหลงตัวเองแบบที่ผู้ที่มีอภิสิทธิ์ทางสังคมเท่านั้นที่จะสามารถหมกมุ่นอยู่กับมันได้
ยังมีสิ่งอื่นอีกมากมายที่เทย์เลอร์สามารถทำได้โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เธอได้รับจากอภิสิทธิ์ความเป็นผู้หญิงผิวขาวที่ร่ำรวยนี้ อย่างแรก เธอสามารถขึ้นรับรางวัลอย่างผู้ชนะที่มีเกียรติ ไม่ใช่อย่างผู้ถูกกระทำที่เธอยังใช้อ้างอยู่ และที่สำคัญไปกว่านั้น เธอสามารถใช้อภิสิทธิ์ทางสังคมของเธอแจกจ่ายต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เธอมีให้กับเหล่าผู้ถูกกระทำหรือเบี้ยล่างที่แท้จริงในสังคม เช่น การแชร์เวทีนี้กับศิลปินหญิงที่ประกาศตนว่าเป็นเควียร์ หรือผู้หญิงข้ามเพศผิวสี หรือคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มีสิทธิเข้าชิงรางวัลเท่ากับเธอ

4

Marina Abramovic, The Onion, 1996

ถ้าความเปราะบางสามารถเป็นแค่การแสดง น้ำตาก็คงถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนรับรู้ถึงมัน ในผลงานวิดิโอการแสดงความยาวกว่า 20 นาทีที่ถูกปล่อยในปี ค.ศ. 1996 ของมาริน่า อบราโมวิช (Marina Abramović) ชื่อว่า The Onion เป็นการฉายภาพมารีนาค่อยๆ กินหอมหัวใหญ่ทั้งเปลือกไปเรื่อยๆ ประกอบกับเสียงพากย์ที่ต่ำและโมโนโทนของเธอเองที่มีลักษณะเหมือนการสวดบ่นความลำบากต่างๆ ในชีวิตตัวเอง: “ฉันเหนื่อยกับการเปลี่ยนเครื่องบินบ่อยๆ นั่งรอในห้องรอ สถานีรถบัส สถานีรถไฟ สนามบิน ฉันเหนื่อยกับการรอตรวจพาสปอร์ตที่ไม่สิ้นสุด การช้อปปิ้งอย่างลวกๆ ในห้างสรรพสินค้า…”
หอมใหญ่ลูกนั้นกลายเป็นสิ่งกระตุ้นภายนอกที่ทำให้เธอเสียน้ำตากับเรื่องธรรมดาสามัญที่ไม่คุ้มค่ากับการร้องไห้ การดูเธอกัดกินหอมใหญ่และร้องไห้ไปเรื่อยๆ สำลักบ้าง คลื่นไส้จะอาเจียนบ้าง เริ่มเป็นสิ่งที่น่าอึดอัดสำหรับคนดูมากขึ้นในขณะที่วิดิโอดำเนินไป ในแง่หนึ่งเราอยากจะหยุดดูเนื่องด้วยปฏิกิริยาของอวัยวะภายในร่างกายที่เกิดขึ้นในตัวเรา แต่ในอีกแง่หนึ่งเราก็มีความมาโซคิสต์ที่อยากรู้ว่าเธอจะกินหอมจนหมดหรือไม่
น้ำตาที่เป็นของ ‘ปลอม’ ในตอนต้น (ที่ถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอกเพื่อสร้างอารมณ์ขึ้นมา) เริ่มดูเป็นของจริงมากขึ้นจากความยากลำบากในการกินหัวหอมของมารีนา การแสดงนี้ทำให้เราเลิกถามคำถามที่มักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า “น้ำตานั่นของจริงหรือเปล่า?” แล้วแสดงให้เห็นแทนว่าน้ำตาที่เป็นของเทียมนั้นแท้จริงแล้วผลิตอย่างไร

ซอย สควอด |
soi squad

ซอย สควอด ทำงานที่ยักย้ายได้หลายท่วงท่าในดินแดนของตัวบท เต้นรำกับจินตนาการ และมุ่งมั่นสร้างโครงข่ายของความคิดและเครือข่ายของนักเขียน ซอย สควอด พูดในหลายภาษาและปรารถนาจะแปลงกิจของการเขียนและการสร้างถ้อยคำในท่วงทำนองที่กว้างขวางและคึกคะนองที่สุด แบบปฏิบัติ ของ ‘การเขียน การเรียบเรียง และการตีพิมพ์ในสนามภาคขยาย’ จึงเป็นใจกลางสำคัญของซอย ด้วยว่าเราเชื่อในความใจกว้างของเวลาและสปิริตที่ไม่เคยหยุดพักเพื่อจะเรียนรู้และรื้อการเรียนรู้นั้น.

‘soi squad’ maneuvers multiple gestures within the textual terrain, dances with the faculty of imagination, and strives to build a web of thoughts and a network of writers. soi squad is a polyglot who desires to interpret the act of writing and the production of words in the widest and wildest sense. The practice of ‘writing, editing and publishing’ is pivotal to soi as we believe in a generosity of time and a restless spirit to learn and unlearn.

ซอย สควอด ทำงานที่ยักย้ายได้หลายท่วงท่าในดินแดนของตัวบท เต้นรำกับจินตนาการ และมุ่งมั่นสร้างโครงข่ายของความคิดและเครือข่ายของนักเขียน ซอย สควอด พูดในหลายภาษาและปรารถนาจะแปลงกิจของการเขียนและการสร้างถ้อยคำในท่วงทำนองที่กว้างขวางและคึกคะนองที่สุด แบบปฏิบัติ ของ ‘การเขียน การเรียบเรียง และการตีพิมพ์ในสนามภาคขยาย’ จึงเป็นใจกลางสำคัญของซอย ด้วยว่าเราเชื่อในความใจกว้างของเวลาและสปิริตที่ไม่เคยหยุดพักเพื่อจะเรียนรู้และรื้อการเรียนรู้นั้น.

‘soi squad’ maneuvers multiple gestures within the textual terrain, dances with the faculty of imagination, and strives to build a web of thoughts and a network of writers. soi squad is a polyglot who desires to interpret the act of writing and the production of words in the widest and wildest sense. The practice of ‘writing, editing and publishing’ is pivotal to soi as we believe in a generosity of time and a restless spirit to learn and unlearn.