ใครก็ต่างอยากเป็นผู้ถูกรัก

Once you learn to quit it becomes a habit.

Written by

Varis Likitanusorn

Written by

“สัตว์ประเสริฐ”

ผลงานการแสดงเชิงประสบการณ์ (Experiential Performance) กำกับโดย ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ศิลปินผู้มีภูมิหลังเป็นนักจิตบำบัดการเคลื่อนไหว (Dance and Movement Psychotherapist) ที่ออกแบบการแสดงเพื่อทดลอง ‘มนุษย์’ จำนวน 16 คน11 จัดแสดงรอบละหนึ่งคนในตู้กระจกใส เรียกร้องให้คนที่อยู่ด้านในเดินทางไปสู่สภาวะที่เรียกว่า ปลดอาวุธ (Disarmed)

21-03-2019 อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์

31-03-2019 วีรพร นิติประภา

20-04-2019 ดุจดาว วัฒนปกรณ์

Photo by: Paopoom Chiwarak

เราเดินเข้ามาในเขตแดนที่เส้นแบ่งของการทดลองและการแสดงระเหยไป เก้าอี้คนดูถูกจัดวางติดผนังอยู่สองฝั่งตรงกันข้ามตามแนวด้านยาวของห้อง ผนังด้านในสุดเป็นตู้กระจก ฝั่งตรงข้ามมีกล้องวิดีโอตั้งเกือบชิดผนังทางเข้าพร้อมกับเก้าอี้ของผู้ทดลอง คนในชุดแล็บสีขาวเดินไปมาจัดการเตรียมความพร้อมทางเทคนิคของเสียงและไฟ   ความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่นั้นก่อตัวใหม่ในกระบวนการที่ศิลปินถูกรับเชิญมาเป็นผู้เข้าร่วมการทดลอง ผู้กำกับยังคงกุมอำนาจให้เห็นหน้าม่านเพื่อปฏิบัติการในฐานะผู้ทดลอง และผู้ชมอย่างเราที่นั่งหันข้างให้กับตู้แล็บ ก็เข้าไปในพื้นที่นั้นในฐานะประจักษ์พยาน

การทดลองทั้งหมดดำเนินไปด้วยชุดของคำถาม เหมือนเราได้ร่วมสังเกตกระบวนการจิตบำบัดที่เป็นเครื่องมือหลักทั้งในการทดลองและการแสดง ถึงตอนนี้เราเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังยืนอยู่กลางสี่แยกวัดใจ ที่ไม่เห็นไฟจราจร บทบาทที่ทับซ้อนเข้ามาเพิ่มในคู่ความสัมพันธ์ ระหว่างคนทดลองที่กำลังจะทำหน้าที่บำบัด กับคนที่ถูกทดลองที่มาเข้ารับการบำบัด แต่ก็อาจไม่ได้เป็นปัญหาที่ต้องทบทวนก่อนทุกอย่างจะเริ่ม ตราบที่ขั้วอำนาจแสนกำกวมในพื้นที่ที่ก้ำกึ้งยังคงสถานะเดิมไว้แบบนี้ และเรายังเป็นเราต่อไป มาเฝ้าสังเกตในฐานะประจักษ์พยานในพื้นที่ที่ไฟจราจรทำงานไม่ปกติ

ผู้ทดลองเริ่มดำเนินการ ผู้ถูกทดลองทยอยตอบคำถามไปเรื่อยๆ น่าเสียดายที่เราจำคำถามปลีกไม่ได้ทั้งหมด แต่ยังพอจำลำดับของเงื่อนไขหลักที่ถูกวางในการตอบได้ประมาณว่า

“ให้ตอบตามความรู้สึกที่จริงใจที่สุด”

“ให้ตอบตรงกันข้ามกับความรู้สึกของตัวเอง รู้สึกใช่ ให้ตอบไม่ รู้สึกซ้าย ให้ตอบขวา”

“ให้ตอบคำถามด้วยการประดิดประดอยที่สุด”

“ให้ตอบคำถามด้วยความรู้สึกที่ไวและจริงใจมากที่สุด หากกระพริบตาจะถือว่าข้ามไปสู่คำถามถัดไป”

“ให้ค่อยๆ ลดอาวุธลง แล้วอนุญาตให้สัตว์ในตัวคุณได้ออกมาตอบคำถาม”

ทว่าเราไม่อาจรับรู้ความเป็นไปในตู้แล็บได้อย่างปกติ เมื่อเราทำมากสุดได้แค่เห็น แต่ไม่อาจได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นภายในจากปากของคนในตู้โดยพฤติกรรมพื้นฐานที่เราคุ้นชินในการฟัง ขณะเดียวกัน ผู้ทดลอง นอกจากจะคอยสรุปความเป็นไปจากคนในตู้ ก็กำกับกล้องด้วยตัวเอง บันทึกสดการตอบสนองทางกายภาพของผู้ถูกทดลองเป็นภาพเคลื่อนไหวฉายขึ้นจอเหนือตู้กระจก

แม้จะได้ยินเสียงทดแทนจากผู้ทดลองที่สะท้อนความเป็นไปในตู้ แต่ประสิทธิภาพการรับรู้ของเราได้แหว่งหายไปกับเสียงของคนในตู้แล้ว เหมือนโดนบังคับให้ดูทีวีที่ถูกปิดเสียง เราพยายามอ่านปากว่าผู้ถูกทดลองพูดหรือตอบอะไร คำถามทำให้เราอยากรู้เรื่องราวของคนในตู้ อ่านทันบ้าง ไม่ทันบ้าง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่แล้วสายตาก็ต้องทำงานหนักขึ้น เมื่อต้องคอยสลับมาจับจ้องภาพวิดีโอบันทึกสด ที่เคลื่อนไปเก็บตามตำแหน่งต่างๆ ของร่างกายคนในตู้ เพื่อเน้นย้ำการตอบสนองในระดับสัญชาติญาณ ให้เราได้ฟัง ‘เสียงอื่น’ ที่เรียกร้องการได้ยินมากกว่าวัจนภาษา

“คุณยกมือขึ้นมากอดที่อก”

“ตอนนี้คุณเปลี่ยนมานั่งไขว่ห้าง”

“คุณถอนหายใจ”

บทสนทนาระหว่างผู้ทดลองและผู้ถูกทดลอง พาเราไปสู่บทสนทนาระหว่างเรากับพื้นที่ว่างของเสียงที่สาบสูญ ผัสสะของเราก็ถูกกระตุ้น เราได้กินอาหารรสจืด ที่เข้าถึงรสชาติในแบบที่มันเป็นโดยไม่อาศัยรสจัดจ้านเพื่อให้กลืนลง ท่าทางที่ไร้การปรุงรสได้เผยตัวมันเองออกมาท่ามกลางการหายไปของเสียง แต่จะพูดแบบนั้นก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะบางทีท่าทางและร่างกายอาจไม่เคยโกหก แค่มีอยู่ของมันเช่นนั้นมาโดยตลอด เฝ้ารอความละเอียดอ่อนเพื่อที่จะรับรู้ถึงความอ่อนไหว

“ช่วยเล่าถึงตัวเองตอนอายุ 17 ให้ฟังหน่อย”

ผัสสะที่ถูกสะกิดให้อ่อนไหวทำให้เราดื่มดำกับรสจืด ความธรรมดาสามัญของความเป็นคนบรรจงถ่ายทอดประสบการณ์ ชีวิตทั้งหมดของมนุษย์คนหนึ่งในตู้กระจกคายเรื่องราวตัวมันเองออกมาผ่านท่าทางและร่างกายที่ถักทอความรู้สึกและความทรงจำ เหลือเพียงอารมณ์พื้นฐาน ความสุข ความเศร้า ความเหงา ความผิดหวัง ความรัก ความอิจฉา ความโกรธ และอีกไม่รู้กี่ความรู้สึก ที่ทับซ้อนกันอยู่ภายใต้กรอบทางศีลธรรม ก็ปรากฏตัวอย่างตรงไปตรงมา เราได้เหงี่ยหูฟังเสียงที่จมหายไปในพื้นที่ว่างปริศนา พาเราไปสำรวจดินแดนที่ซ่อนเร้น

“สัตว์ประดิษฐ์” 

ในช่วงหลังจากเงื่อนไขการประดิษฐ์ประดอยคำตอบ ผู้ถูกทดลองได้รับอนุญาตให้อยู่ในอิริยาบถที่ตนถนัด สบายสามารถทานข้าว ดื่มน้ำที่ถูกเตรียมไว้ในตู้กระจกได้ตามอัธยาศัย และสามารถหยิบจับอุปกรณ์หรือของใช้ส่วนตัวที่มอบความสบายใจเมื่อต้องการ (ตุ๊กตา, บับเบิ้ล, ฯลฯ)

“คุณเคยนอกใจแฟนมั้ยคะ?”

หนึ่งคำถามปลีกที่เราพอจำได้ในช่วงที่ต้องตอบให้ไวและจริงใจที่สุดกับคำตอบ ความเร็วและจังหวะในการถามตอบที่ไวขึ้น ทำให้คนในตู้เหมือนถูกยิงด้วยกระสุนคำถาม เพื่อที่จะรับให้ทัน ปากต้องรีบงับคำให้ไว และทันทีที่ตอบเสร็จ ต้องรีบเคลียร์ตัวเองเพื่อรอรับกระสุนเม็ดใหม่ เหมือนว่าปากของเขาได้พูดก่อนที่จะทันได้คิด มีเพียงช่วงเวลาอันสั้นก่อนผู้ทดลองจะลั่นไกให้ทันได้กระพริบตา ผู้ถูกทดลองไม่มีเวลาทบทวนประมวลความรู้สึกก่อนตอบ เช่นเดียวกันกับที่ไม่มีเวลามานึกเสียใจถึงสิ่งที่เพิ่งได้พูดไป

“คุณเคยเกลียดใครจนอยากให้เขาตายมั้ย?”

การได้เห็นใครตอบคำถามแบบนี้คงไม่รบกวนใจ หากนั่นคือพื้นที่ของการบำบัดเพียงอย่างเดียว อรรถรสที่เพิ่งได้อร่อยกับความจืดตอนนี้เริ่มขืนกับความขม เราอยากควานหารีโมตกดเปลี่ยนช่อง สงสัยว่านี่เราไม่ได้บังเอิญดูรายการ Reality ที่กำลังจะเริ่มประจานคนให้อับอายอยู่หรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจะมีประโยชน์อะไรที่ต้องเผยความเปราะบางของผู้เข้าร่วมการทดลองภายใต้หน้ากากของการบำบัด แต่ในเมื่อต่อมรับรสมันกำลังอ่อนไหว ก็อยากรู้เหมือนกันว่าเราจะไหวไปได้อีกกี่น้ำ

แต่แล้ว เสียงที่ไม่อาจได้ยินจากคนในตู้กลับถูกแทนที่ด้วยคำตอบของเราในระดับปัจเจก ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ใช่คนที่ถูกถามซะทีเดียว เมื่อเรายังเห็นว่าใครในตู้ที่กำลังถูกถาม ขณะเดียวกัน เสียงที่ไม่ได้ยินก็ยิ่งดังและกังวานอยู่ในหัวด้วยคำตอบของเรา นี่เป็นจุดที่การทดลองในการแสดงเชิงประสบการณ์ได้พาให้เราร่วมเดินทางไปเปิดประสบการณ์พร้อมกัน ในตอนนั้นเอง เราเริ่มไม่แน่ใจว่าเราเป็นอะไรในพื้นที่แห่งนี้