เที่ยวพื้นที่สีเขียวใกล้กรุง คุ้งบางกะเจ้า

The ultimate goal of humanity is knowledge.

Written by

Varis Likitanusorn

Written by

ฝ่าเท้าจุ่มลงน้ําควันฉุย กระดูกคลายปวดหนาว เลือดสูบฉีดจากเอวขึ้นใบหน้า อุ่นยะเยือก อะไรที่ร่างกายไม่เคยรู้สึกที่บ้านเกิด ได้รู้สึกขึ้นที่นี่

1

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 Democrazy Theatre Studio คณะละครโรงเล็กในกรุงเทพฯ เดินทางไปโยโกฮามา เพื่อแสดงงานชิ้นหนึ่งชื่อ The Retreat ผมติดสอยห้อยตามไปเป็นพยานในการแสดงครั้งนั้น รู้ตัวอีกทีแสตมป์บนหนังสือเดินทางก็บอกว่าสถานะของพวกเราคือ ‘Entertainer’ และมีป้ายชื่อเรียกพวกเราว่า ‘Artist’ ไม่แน่ใจ ความรู้สึกแปลกๆ ยังคงเกิดขึ้นจนทุกวันนี้ ทุกครั้งที่นึกว่าเอกสารเหล่านั้นกำลังพูดถึงตัวผมเอง

The Retreatเป็นงานเต้นที่นักเต้นกับนักออกแบบร่วมกันค้นหาความเป็นไปได้และข้อจำกัดทั้งในและนอกร่างกายของพวกเขา งานเต้นชิ้นนี้ต้องการจะเต้นจนเผชิญหน้ากับ ‘ความเป็นอื่น’ ที่ซ่อนอยู่ในความเคลื่อนไหวของชีวิตประจำวัน ในขณะที่ทุกคนร่วมกันค้นหาเป็นเวลาข้ามปี บทบาทของผมคือนั่งดูและพูดคุยถึงมัน เราเรียกบทบาทนี้ว่า dramaturg (ดรามาเติร์ก-ไม่มีคำแปล)

ดรามาเติร์กมักจะหายใจอยู่ข้างๆ ศิลปินในฐานะ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการละคร’ แต่ผมไม่มีคุณสมบัติใดๆ ที่จะเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญ ไม่ใกล้เคียงแม้จะเป็น ‘คนใน’ ต่อโลกศิลปะหรือการแสดง ผมเพียงแค่รับหน้าที่นำอากาศจากที่อื่นมาหายใจร่วมกับมัน คุยกับมันด้วยโลกทัศน์แบบอื่นๆ ภายใต้คำเรียกว่าดรามาเติร์ก สถานะจริงๆ ของผมต่องานชิ้นนี้คือคนนอกที่อยู่ข้างใน เหมือนทูตที่ปลอดภัยแม้จะไม่เป็นเหมือนคนใน และได้ไปอยู่ข้างในเพราะเป็นคนนอก นั่นคงเป็นต้นตอความรู้สึกแปลกที่ผมมีต่อการถูกนิยามว่าเป็น Entertainer หรือ Artist เหมือนกับคนอื่น เพราะมันกำลังยกเลิกความเป็นคนนอกของผม ยกเลิกความแตกต่างที่เคยทำให้เรามาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่แรก

หนึ่งสัปดาห์ในโยโกฮามา พวกเราใช้ชีวิตอยู่กับศิลปิน นักเต้น นักแสดง ผู้จัด ภัณฑารักษ์ คนนานาชาติในเทศกาลละครนานาชาติที่ต่างคาดหวังว่าทุกคนจะเป็นคนในจากที่ไหนสักแห่งเหมือนๆ กัน มันแสดงออกผ่านการถามไถ่กันด้วยคำถามซ้ำๆ ว่า คุณกำลังทำโปรเจกต์การแสดงเรื่องอะไรอยู่ คุณมีพื้นที่สำหรับการแสดงไหม สนใจโชว์อะไรเป็นพิเศษในเทศกาลนี้ (ซึ่งผมไม่สนใจอะไร) คุณสมัคร residency ที่ไหน คําถามเหล่านี้ผมไม่มีอะไรจะตอบ การตอบว่าไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ได้ทํา กลายเป็นเหมือนความผิดบาปที่ลุกโชนอยู่ในดวงตาของพวกเขา

เมื่อป้ายชื่อติดคำว่า Artist เอาไว้ ผมหมดสถานะทูตที่จะแตกต่างอย่างปลอดภัยหรืออยู่ข้างในเพราะเป็นคนนอก ตอนนี้ผมถูกนับรวมเป็นคนใน ถูกคาดหวังแบบคนใน อยู่ข้างในเพราะเป็นคนใน และดูน่าผิดหวังในฐานะคนในที่ล้มเหลว เรื่องน่าประหลาดคือผมกลับค่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนในที่น่าผิดหวังและล้มเหลวตามไปด้วย ความรู้สึกนี้เข้าขั้นวิกฤติ หนึ่งสัปดาห์ในโยโกฮามา ผมไม่หลุดพ้นออกจากคำถามวกวนว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ ทั้งที่ก็เป็นแบบเดียวกับตอนที่เราเป็นอยู่ในกรุงเทพ และเราหรือใครก็ไม่ได้มีปัญหากับมัน

ทำไมสิ่งเดิมในสภาพแวดล้อมอื่นถึงได้มีคุณค่าต่างกันเหลือเกิน?

สีแดงคงจะจ้าขึ้นเมื่อมันอยู่ใกล้สีเขียว นึกย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นในกรุงเทพ ผมหายใจอยู่ในอากาศเดียวกับคนที่ต่างก็ดูมีความสุขกับร่างกายของตัวเอง นักเต้น พวกเขาใช้ร่างกายเป็นอาชีพหรือเรื่องสนุก ปรากฏตัว เคลื่อนไหว สัมผัส และตอบรับกันไปมาได้อย่างวิจิตร ในเวลาเหล่านี้ผมไม่รู้สึกถึงปัญหาที่ตัวเองไม่ได้เป็นศิลปิน แต่กลับน้อยใจที่ร่างกายไม่ได้เป็นเหมือนกลุ่มกายตรงหน้า ผมเป็นคนเฉื่อยชาไม่ได้สัดส่วน ยิ่งพวกเขาใช้ร่างกายได้ดี ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหา ยิ่งมองพวกเขากอดรัดฟัดเหวี่ยงกันด้วยความสนุกสนานบ่อยครั้งเข้า ก็ยิ่งเห็นว่าตัวเองไม่เคยกล้ายอมรับสัมผัสจากคนอื่นเลย ตอนนั้นไม่มีใครคาดหวังให้ผมเป็นเหมือนเขา แต่แค่การสัมผัสอยู่กับความเปรียบต่างที่เข้มข้นก็อาจส่งผลให้ตัวเราอ่อนไหวได้เช่นกัน

สัมผัสจากคนอื่นมีความหมายผกผันไปตามคุณค่าที่เรามอบให้ร่างกายตัวเอง ในขณะเดียวกัน คุณค่าของเราก็เกิดจากภาพสะท้อนในสายตาอื่นด้วย เราไม่อยากรับรู้ภาพสะท้อนของเราในสายตาใดๆ ที่จะทำให้เห็นขึ้นมาว่าตัวเราเองน่าผิดหวัง การกอดคนอื่นเป็นไปได้ยากในวันที่เรารู้สึกรังเกียจตัวเอง รังเกียจเหงื่อไคลที่ยังไม่ได้ล้างออก มันน่ากลัวถ้าเขาจะมีอาการให้เรารับรู้ได้ว่า เขาก็รังเกียจเราเหมือนกัน

ร่างกายของผมก็ไม่ได้สัดส่วนเหมือนเดิม แต่มันอ่อนไหวจนรู้สึกแย่ลงทุกครั้งที่เฝ้ามองร่างกายของนักเต้น ผมไม่เคยมีคุณสมบัติอะไรที่จะเป็นคนในต่อโลกศิลปะ มันเคยเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพ แต่ก็อ่อนไหวจนกลายเป็นปัญหาเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนถูกคาดหวังให้เป็นคนใน เราต่างอ่อนไหวต่อช่องว่างที่เกิดขึ้นจากความแตกต่าง และบางครั้งก็อ่อนไหวจนต้องทำอะไรสักอย่าง

2

ย้อนกลับมาที่กรุงเทพ หญิงวัยประมาณสามสิบนั่งลงข้างๆ ผมในงานเลี้ยง เธอมาช้า ยังหาเพื่อนไม่เจอ และตอนนั้นยังไม่มีที่นั่งที่ดีกว่านั้น โอเค เราต้องคุยกัน เธอเป็นภัณฑารักษ์ชาวฮ่องกง สำเนียงอเมริกัน มารยาทเหมาะสม ทำงานนานาชาติ ไม่ต้องบอกก็รู้ ส่วนผมแนะนำตัวเองตามงานที่ทำอยู่ตอนนั้นคือเป็นนักวิจัย กำลังวิจัยเรื่องการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในศูนย์ฝึกเยาวชน เธอถามว่าระหว่างวัฒนธรรมอะไรกับอะไร? ผมตอบว่าบางทีก็ระหว่างรุ่น บางทีก็ระหว่างภูมิภาค บางทีก็ระหว่างชนชั้น บางทีก็ระหว่างคนกับสิ่งของ สบู่ ห้องน้ำ

เธอไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้หมายถึง ‘ระหว่างวัฒนธรรม’ ได้อย่างไร วัฒนธรรมสำหรับเธอคือระหว่างไทยกับกัมพูชา ศรีวิชัยกับล้านนา อาจจะไม่ อาจจะมากกว่านั้น มันต้องระหว่างจีนกับอเมริกา ส่วนคนแถวๆ นี้ในย่านสุวรรณภูมิและรอบๆ ที่ผิวไคลใบหน้าคล้ายๆ กัน กินเหมือนๆ กัน เล่นทะเลน้ำเดียวกัน มันจะมีอะไรต่างกันให้ศึกษาไปเสียได้ เธอคงคิดในใจว่าผมไม่แม่นคำศัพท์ และดูเหมือนจะส่งสายตามาถามย้ำว่า มึงทำอะไรอยู่กันแน่

วันนั้นนึกขึ้นได้ว่าคำว่า ‘วัฒนธรรม’ ที่ผมใช้มันเล็กเกินไปในสายตาของแวดวงนานาชาติ (แวดวงที่มักจะเห็นอะไรจาก ‘bird eyes’ view’ หรือมองเห็นอะไรจากที่ไกลๆ สูงๆ จากมุมนั้นพวกเราจะกลายเป็นจุดเล็กๆ ที่เหมือนๆ กันไปหมด) แต่เสียงในงานเลี้ยงมันดังจอแจ เธอแต่งตัวดี มีมารยาทบนโต๊ะอาหารเรียบร้อย องค์ประกอบเหล่านี้ ชวนให้คิดไปเองได้ว่าไม่มีใครพร้อมจะแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจัง ผมจึงไม่อธิบายว่าทำไมผมถึงใช้มันอย่างนั้น เธอคงคิดว่าผม ‘ทำเป็นอวดดีทั้งที่ยังไม่เข้าใจคำง่ายๆ อย่างวัฒนธรรมด้วยซ้ำ’ ในขณะที่ผมขอความร่วมมือกับคนไทยคนข้างๆ แกล้งคุยกันเหมือนมีธุระท้องถิ่น ขาดสำนึกในความเป็นพลเมืองโลก แล้วปล่อยให้การแลกเปลี่ยนที่ควรจะเกิดขึ้น หายไป

ความเคยชินกับการใช้คำว่า ‘วัฒนธรรม’ ในความหมายที่เล็กแบบนั้น น่าจะเกิดขึ้นเพราะผมเคยหมกมุ่นอยู่กับความคิดกระแสหนึ่งที่ชื่อว่า the ontological turn แนวคิดนี้พูดถึงการกลับเข้ามาตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ ว่า ‘มันคืออะไร?’ หรือ ‘มันเป็นอย่างไร?’ ก่อนจะก้าวออกไปตั้งคําถามอื่นๆ มากกว่านั้น การมองสิ่งต่างๆ บนพื้นฐานความเป็นไปของ ‘มัน’ มากกว่าการตัดสินมันตามประเภทหมวดหมู่ (ที่พวกเราเป็นคนตั้งให้มันเอง) ทำให้ ‘มัน’ เหล่านั้นถูกมองได้ว่าต่างกำลังอาศัยอยู่ในวัฒนธรรมส่วนตัวของมันเอง บุคคล ต้นไม้ มวลในก้อนหิน หรือจุลชีพ ต่างกําลังมีความเป็นไปหรือวัฒนธรรมของตัวเองที่ซับซ้อนและเฉพาะตัวมากกว่าประเภทหรือสถิติที่เราจัดไว้ให้ การมีหรือไม่มีอารยธรรมมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้เป็นลักษณะพิเศษที่จะทําให้สิ่งใดเกิดความพิเศษมากไปกว่าความพิเศษของสิ่งอื่น วัฒนธรรม ธรรมชาติ พฤติกรรม จึงถูกมองอยู่ในระนาบเดียวกัน ทุกสิ่งเหลือเพียงความเป็นไปที่เฉพาะตัวของมัน

ในแนวคิดแบบนี้ การมอบหมายประเภทให้กับสิ่งต่างๆ และตัดสินมันอย่างชัดเจนจนเกินไปเป็นสิ่งที่หยาบคาย เหมือนกับคุณไปถามเพื่อนเกย์ของคุณว่า ‘ไหนวันก่อนว่าชอบผู้หญิง’ หรือไปถามชู้รักของคุณว่า ‘เวลาอยู่กับลูก ทำแบบนี้หรือเปล่า’ มันคือการ ‘ขัง’ พวกเขาให้อยู่แต่ในนิยามที่คุณสร้างขึ้นมา ความเป็นไปอันซับซ้อนของเขาไม่ได้ถูกคุณมองเห็นเลย

สงสัยผมคงจะใช้คำว่า ‘วัฒนธรรม’ แทนการหมายถึง ‘ความเป็นไป’ จนเคยชิน การให้ความหมายว่าสิ่งต่างๆ มีวัฒนธรรม ทำให้ผมรู้สึกว่าเรากำลังจะศึกษามันเหล่านั้นด้วยความระมัดระวังเท่าๆ กับที่เราศึกษาวัฒนธรรมของมนุษย์ ลองพูดว่า ‘เราจะศึกษาพฤติกรรมของสุนัข’ หรือ ‘เราจะศึกษาธรรมชาติของสุนัข’ ทั้งสองอย่างนี้ให้ความหมายไปในทางวิทยาศาสตร์ แต่หากเราบอกว่า ‘เราจะศึกษาวัฒนธรรมของสุนัข’ มันกลับดูเหมือนว่าการศึกษาสุนัขครั้งนี้มีความระมัดระวังแบบมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์อยู่ด้วย ความระมัดระวังนี้เองที่ผมจินตนาการเอาไว้ว่าจะทำให้เรามองเห็น ‘คำถามใหม่’ ในการศึกษาสิ่งต่างๆ ส่วนคำว่าวัฒนธรรมของเธอ มันอาจเป็นคำที่ใช้แยกสภาวะที่มนุษย์เป็นผู้จัดการทุกอย่างได้ (culture) ออกจากธรรมชาติที่มนุษย์จัดการไม่ได้ (nature) และยังแบ่งย่อยเข้าไปอีกว่าคำวัฒนธรรมคือคำที่ใช้เรียกกลุ่มสังคมและอารยธรรมใหญ่ๆ เท่านั้น คำว่า culture มีความหมายแบบนี้ในโลกวิชาการตะวันตก และดูเหมือนกับว่าความต้องการจะอยู่ในระบบความหมายแบบนั้นจะทำให้เธอต้องจัดระเบียบคำว่าวัฒนธรรมของผม ก่อนที่จะ (ไม่ได้) ถามว่า ผมกำลังใช้คำว่าวัฒนธรรมพูดถึงอะไร

การแยกธรรมชาติออกจากวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในแนวคิดที่ถูกวิจารณ์ว่าทำให้เราตาบอดจากการมองเห็นความเป็นไปที่เกิดขึ้นตรงหน้า แทนที่เราจะแบ่งประเภทสิ่งต่างๆ แล้วมองมันได้ละเอียดขึ้น เรากลับมองมันได้หยาบลง เพราะเห็นมันผ่าน ‘แว่นของประเภท’ มากกว่าเห็นตรงไปที่ ‘ตัวมันเอง’ เราจึงจะไม่เจอ ‘คำถามใหม่’ ในการศึกษา (อย่างที่เราไม่เจอมาพักใหญ่ๆ ในแวดวงวิชาการไทย) การไม่เจอคำถามใหม่ไม่ได้หมายความว่าเราพบคำตอบแล้ว แต่หมายความว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับทางตัน กับตรรกะที่วกวนไปมาในตัวเอง เพราะเราไม่เคยยอมมองเห็นผู้เล่นที่แท้จริงในแต่ละปัญหาซึ่งจะซับซ้อนกว่าสิ่งที่เรามองเห็นผ่านแว่นของประเภทเสมอ การกลับมาถามคำถามว่า ‘มันคืออะไร/เป็นอย่างไรกันแน่?’ จึงเป็นหัวเชื้อที่สำคัญต่อการเกิดคำถามใหม่นั้น และเธอ (ภัณฑารักษ์) ก็จะไม่มีวันได้พบกับคำถามใหม่ หากยังคงให้ความสำคัญกับแว่นของประเภท (จัดระเบียบคำว่า ‘วัฒนธรรม’ ที่ผมใช้) มากกว่าความเป็นไปของตัวมัน (หาความหมายของคำว่า ‘วัฒนธรรม’ ที่ผมกำลังสื่อสาร)

ไม่แน่ว่าเธออาจเป็นแบบที่ผมว่า หรือไม่ใช่?

ผมอาจลืมไปว่าเธอก็เป็นคนที่รู้และมีอีกตัวตนอยู่ในอีกภาษาหนึ่ง หรือเธอก็แค่กำลังพยายามจะเข้าใจผมมากขึ้น แต่การไปตัดสินเธอแบบนั้นทำให้ผมไม่มีวันได้เข้าใจเธอเลย หรือไม่ใช่? เป็นเรื่องแปลกที่คําว่า ‘วัฒนธรรม’ คําเดียวนี้ ดูเหมือนจะไม่เคยถูกเข้าใจตรงกัน วิธีคิดเรื่องอะไรคือ ‘วัฒนธรรม/ไม่ใช่วัฒนธรรม’ แบบตะวันตกของเธอ ไม่เคยมีอยู่ในญี่ปุ่นจนกระทั่งปลายยุคโมจิ ญี่ปุ่นพบกับปัญหาในการแปลคําว่า nature มาเป็นภาษาของตัวเอง เพราะคําที่พูดถึงธรรมชาติอย่างเดียวโดยไม่มีมนุษย์อยู่ในนั้นเลย ไม่เคยมีอยู่ในภาษาญี่ปุ่น ต้องใช้เวลาเกือบ 50 ปีในการหาคําที่ลงตัวจนมีความหมายเท่ากับ ‘ธรรมชาติล้วนๆ’ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ที่แตกต่างอย่างถึงราก การสื่อสารที่ถูกบันทึกไว้ด้วยความเข้าใจภาษาจาก คนละโลกย่อมกําลังเล่าถึงสิ่งที่แตกต่างกันอย่างเด็ดขาดอีกด้วย เพราะไม่ใช่แค่คํา แต่เป็นโลกทั้งใบที่ไม่เหมือนกัน

ในภาษาไทย เรามีคําว่าธรรมชาติที่หมายถึงความเป็นไป ส่วนคําว่าวัฒนธรรมที่มาทีหลังหมายถึงความเป็นไปที่มีวิวัฒนาการขึ้นแล้วโดยมนุษย์ คล้ายว่าเรากําลังอยู่ในเรื่องราวการแปลที่ใกล้เคียงกับญี่ปุ่น ‘วัฒนธรรม’ คงถูกสร้างขึ้นมาล้อคู่ไปกับ culture แต่คําว่าวัฒนธรรมที่ถูกใช้จริงในภาษาไทยกลับหมายถึงระบํารําฟ้อนราชาศัพท์ สิ่งที่แม้แต่คนไทยเองก็ไม่ได้ผูกพันในชีวิตประจําวัน ตลาดเพศยามค่ำคืนในสีลมพัทยากลับดูตลกเมื่อเรา ‘จะไปท่องวัฒนธรรมพัทยาคืนนี้’ (แม้มันจะเป็นวัฒนธรรมไทยที่ใหญ่ที่สุดในสายตาโลก) ช่องว่างระหว่างภาษา ขนบ ร่างกาย หรือสิ่งใดๆ เกิดขึ้นเพราะความแตกต่างอย่างเด็ดขาดมีอยู่ระหว่างกัน และมีอยู่แม้ในคําว่า ‘วัฒนธรรม’ ที่ดูเหมือนจะเป็นคําตายตัว น่าแปลกที่ความแตกต่างอย่างเด็ดขาดเหล่านี้กลับไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนในทันที ในทางกลับกัน ความชัดเจนที่เห็นกลับกลายเป็นเพียงภาพสะท้อนของสิ่งที่เรา กําลังมองอยู่ภายในดวงตาของเราเอง ไม่ใช่การสัมผัสกับสิ่งนั้นอย่างที่มันเป็น ความชัดเจนกลายเป็นมายา แต่ช่องว่างกลับบ่งชี้ถึงความเป็นไปของแต่ละสิ่งที่กําลังมีอยู่ ในช่องว่างเหล่านี้เอง สิ่งใหม่จะมีอากาศหายใจ

3

เทศกาลโยโกฮามามอบบัตรเครื่องดื่มเอาไว้ให้พวกเราใช้สังสรรค์กับเพื่อนๆ บาร์แห่งนั้นเปิดรออยู่ทุกคืน แต่ผ่านมาจนคืนสุดท้ายบัตรก็ยังเหลืออยู่เต็มมือ ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่าจะไปทําอะไรที่บาร์ อย่างที่ว่า สถานะทูตที่จะเป็นคนนอกอย่างปลอดภัยไม่มีอยู่แล้ว ตอนนี้ผมเป็นเพียงคนในที่ล้มเหลว ไม่มีอะไรจะถามและไม่มีอะไรจะตอบ ไม่มีอะไรอยากได้และไม่มีอะไรจะให้ ผมยกบัตรให้เพื่อน ส่วนตัวเองคงจะเดินเล่นดูอะไรไปเรื่อยในคืนนี้

ใน Blued ครึ่งหนึ่งเป็นคนที่เข้ามาร่วมงานเดียวกัน อีกครึ่งหนึ่งเป็นคนพื้นที่ที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ ผมเปิดหน้าจอนั้นสลับกับผลการค้นหาสถานที่ของเกย์ในโยโกฮามา เลื่อนดูไปเรื่อยๆ ว่าจะมีใครหรืออะไรอยู่รอบๆ ให้พอพูดคุยได้ พูดคุยคนละแบบกับที่ต้องคุยในบาร์แห่งนั้น อาจจะพบกับคนธรรมดาสักคนที่มากินดื่มอยู่ที่นั่น ไม่ได้มีโครงการอะไร ไม่แน่ว่าคนที่นี่อาจมีรสนิยมทางเพศต่างออกไปจากคนในกรุงเทพ ผมอาจบรรเทาความอ่อนไหวได้ ด้วยการเห็นเงาสะท้อนของตัวเองที่ดีกว่าอยู่ในดวงตาของคนอื่นจากอีกซีกโลกหนึ่ง เราต่างจะเป็นคนใหม่ในสายตาของกันและกัน อาจจะลืมสิ่งที่ไม่อยากจํา

ผมกลับห้อง ทําตัวให้ดูดีขึ้นนิดหน่อย รอคอยเสียงจากโทรศัพท์ที่ไม่มีอะไรตอบรับกลับมา สิ้นไร้ไม้ตอก ข้อสันนิษฐานและความฝันเฟื่องเดิมๆ เลือนรางลง ‘คนญี่ปุ่นคงไม่ค่อยสุงสิงกับคนต่างชาติ’ ผมคิด ตอนนั้นคงอ่อนไหวจนต้องการมากกว่าบทสนทนา ผมต้องการอะไรสักอย่างมาทําให้ข้อสันนิษฐานสักข้อเป็นจริง Google Map บอกว่าให้เดินออกจากโรงแรม ข้ามสะพานไปฝั่งตรงข้าม ใช้เวลาไม่ไกลเกินห้านาที ถึงหมุด ที่ตรงนี้ควรจะมีบาร์ชื่อ (สมมติ) ว่า Lazer แต่ไม่มี เดินเอะใจวนไปวนมาแถวนั้นราวครึ่งชั่วโมง ถอนหายใจ เดิน แล้วก็ถอนหายใจ บาร์ที่ว่าคงย้ายไปแล้ว ผมกลับมายืนตั้งหลักที่หมุด จุดบุหรี่แล้วตั้งใจจะเดินกลับห้อง เรื่องราวคงจบลงเพียงเท่านี้

ย่างเท้าแค่ก้าวเดียว แสงสีรุ้งสาดลงพื้นหนึ่งระยิบแล้วหายไป ชาวญี่ปุ่นผิวขาวใส่ผ้าปิดปากเดินเลียบตึกแถวมาหยุดอยู่ข้างหลังผม เขามองซ้ายมองขวาก่อนเปิดประตูหายเข้าไปในบันไดมืด ท่าทางของเขาไม่เหมือนคนกลับบ้าน ผมขยับมายืนอยู่ตรงหน้าประตูบานนั้น มองใกล้เข้าไป เห็นตัวอักษรขนาดเล็กกว่าวันหมดอายุบนกล่องนม อ่านว่า ‘L a z e r’

สรุปว่าเป็นที่นี่ มันมีอยู่ ซ่อนตัว แต่ก็ไม่ได้อยากจะหายไป เพียงแต่ ‘บอกใบ้’ ถึงความมีอยู่ของมันเท่านั้น ไม่รู้ว่าสถาปัตยกรรม พื้นที่ หรือตัวอักษรเหล่านี้กําลังเล่าอะไรเกี่ยวกับสังคมเกย์ในญี่ปุ่นอยู่หรือไม่ หรือมันกําลังเล่าอะไรเกี่ยวกับสถานที่ของคนชายขอบทั่วๆ ไป ที่ไม่สามารถถูกมองเห็น แต่ก็ไม่สามารถสูญหายไป

ในเรื่อง Shoplifters (2018) ณ ชานเมืองโตเกียว คนชายขอบกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันคล้ายครอบครัวอยู่ในบ้านเพิง คุณยายเจ้าของบ้านตกลงให้สมาชิกในบ้านอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ จากเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อรับเบี้ยคนชราและหลีกหนีค่าใช้จ่ายกับบทลงโทษอื่นๆ วันหนึ่งคุณยายตาย ไม่มีใครสามารถไปแจ้งอะไรได้ พวกเขาต้องขุดหาที่ซ่อนร่างกายของคุณยายจนเหมือนฆาตกรรมอําพรางมากกว่าการอาลัยรัก

คู่รักคู่หนึ่งฝึกเด็กกําพร้าให้ช่วยที่บ้านด้วยการลักเล็กขโมยน้อยจากร้านค้า พวกเขาผูกพันกันด้วยกิจวัตรเหล่านี้ วันหนึ่งเด็กถูกจับ คู่รักไปประกันตัว แต่ไม่สําเร็จ พวกเขาหลบหนีจากโรงพัก เด็กคนนั้นกลับคืนพ่อแม่เดิม และถัดมาได้รับอภิสิทธิ์ที่จะไม่ต้องทําผิดหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป เลื่อนสถานะกลับเป็นคนชั้นกลางในเมือง ส่วนคู่รักถูกจับตัว เป็นเรื่องปวดหัวใจที่ภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงความคิดของคู่รักคู่นี้ที่จินตนาการไปแล้วว่าตัวเองกําลังเป็นพ่อหรือแม่ และกําลังจะมีภาพของครอบครัวที่สมบูรณ์เกิดขึ้นในหัวได้ แต่พวกเขาก็กลับมารู้ตัวอีกครั้งว่าทั้งลูก บ้าน และข้าวของ ไม่มีอะไรเป็นของพวกเขาเลย คนอย่างพวกเขาไม่สมควรจะเป็นพ่อหรือแม่ใคร ผู้คนในเรื่องนี้ไม่เคยแน่ใจได้ว่าพวกเขาได้เคยรักกันจริงๆ แม้แต่สิทธิที่จะมีความรักก็ยังต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในความผูกพันของคนชายขอบเหล่านี้ ความเคลื่อนไหวหลบๆ ซ่อนๆ ของพวกเขาไม่ได้ต่างจากของสัตว์ประหลาดในเทพนิยาย มีตัวตนอยู่เสมอ แต่ไม่อยากให้มนุษย์มองเห็น

น่าแปลกที่สิ่งที่ถูกมองว่าประหลาดในสังคมญี่ปุ่นอย่าง ‘บาร์เกย์’ มีลักษณะคล้ายความยากจนใน Shoplifters คนจนกับการมีชีวิตบันเทิงของเกย์กลายเป็นสัตว์ประหลาดสําหรับมนุษย์ที่นั่น นึกขึ้นได้ว่าผมเองก็มายืนอยู่หน้าประตูบานนี้ เพราะหนีความยากจนมาจากเทศกาลละคร

4

ผมหมุนลูกบิด ย่ำขึ้นไปตามบันไดแคบๆ ได้ยินอึกน้ําลายกระทบใบหู เสียงดนตรีเล็ดรอดออกมา ใครสักคนเพิ่งเดินสวนลงไป ผมเผชิญหน้ากับกระจกเงาใบเล็กสะท้อนครึ่งบนของตัวเอง มีช่องอยู่ด้านล่าง หลังกระจกบานนั้น ใครสักคนมองออกมาและพูดภาษาญี่ปุ่น เขากดเครื่องคิดเลขยื่นให้ดูผ่านช่องด้านล่าง เป็นราคาค่าเข้า ไม่ถูกไม่แพง ผมจ่ายแลกกลับมาด้วยพวงกุญแจล็อกเกอร์ ผ้าเตี่ยว และผ้าเช็ดตัวผืนเล็กๆ หนึ่งผืน ผมรับ และเดินตามลูกศรบนพื้นเข้าไปข้างใน ห้องโถงเล็กๆ ตรงนี้เปิดหนังโป๊ญี่ปุ่น หนังสือโป๊จํานวนหนึ่งวางอยู่ เครื่องทําความชื้นและเครื่องทําความร้อนกําลังทํางาน ชาวญี่ปุ่นสองสามคนจัดการตัวเองอยู่กับล็อกเกอร์ คนหนึ่งเพิ่งใส่ผ้าเตี่ยว เอาพวงกุญแจรัดข้อมือ แล้วเดินขึ้นบันไดมืดๆ ไป ทุกคนที่นี่ดูเงียบและกดดัน ผมที่ยังใส่เสื้อผ้าอย่างหนาอยู่เดินตามขึ้นไปดู พบกับห้องสีดําเปิดไฟสีแดง พื้นที่ถูกกั้นด้วยแผงเตี้ยๆ ซอยเป็นห้องเล็กๆ หลายห้อง มีโถงใหญ่หนึ่งโถง ผู้คนนุ่งผ้าเตี่ยวเดินไปมา สายตาหลบหลีกสอดส่องมองหาอะไรสักอย่างและหลีกหนีจากบางอย่าง บ้างทําอะไรกันอยู่ในห้องเล็ก และบ้างนอนรอใครสักคนอยู่ในโถงใหญ่ เงียบ และกดดัน ผมเดินกลับลงมาทําใจ อ่านป้าย

‘ทุกคนต้องนุ่งผ้าเตี่ยวอย่างเคร่งครัด การโป๊เปลือยในที่สาธารณะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายญี่ปุ่น’

ป้ายบอกว่าเราต้องไม่เปลือย แต่ดูจากคนอื่นแล้ว เราก็คงต้องไม่ใส่เสื้อผ้าด้วยเช่นกัน

ตอนนั้นผมเดาว่าผู้คนในสถานที่แบบนี้อาจไม่มีเงื่อนไขอะไรมากนัก ทุกคนแก้ผ้าอยู่แล้ว การมั่วไม่น่าจะเป็นอะไรที่เกินความเป็นไปได้ และนี่อาจเป็นโอกาสให้คลายความอ่อนไหวที่เราเผชิญมาโดยตลอด ในที่ที่มีการมั่ว เราไม่ต้องเป็นใคร เราจะโอบกอดกันได้โดยไม่มีเงื่อนไข ผมกลับลงมานั่งสูบบุหรี่ทําใจ ก่อนจะจัดการให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นโดยการนุ่งผ้าเตี่ยวตามกฎหมาย

‘พวงกุญแจไว้ที่แขนซ้ายเป็นรุก พวงกุญแจไว้ที่แขนขวาเป็นรับ
พวงกุญแจไว้ที่ข้อเท้าขวาคือไม่มีการสอดใส่ พวงกุญแจไว้ที่ข้อเท้าซ้าย … (จําไม่ได้)’

ตรงนั้นมีชายใส่แว่นนอนหลับตาอยู่นิ่งๆ พวงกุญแจรัดรอบข้อเท้าขวาของเขา ผมนอนลงใกล้ๆ สะกิดขาหนึ่งทีเป็นคําถาม เขาลืมตาขึ้นมองเห็นผม แล้วหลับตาหนีไป ก่อนที่จะทําแบบนี้ ผมเดินวน คัดเลือก และทําใจอยู่ก่อนแล้วหลายนาน เขาคนนั้นไม่ได้เป็นเป้าหมายจนกระทั่งผมเริ่มเหนื่อยและคิดว่าไม่ควรมาเสียเที่ยว พวกเราหลายคนเดินวนเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้ไม่จบสิ้นเพราะยังไม่เลือกใครหรือไม่มีใครเลือก และยังจะไม่เลือกกันเองด้วย ไม่นานชายใส่แว่นคนนั้นก็ลงเอยกับชายอีกคนที่ผมเพิ่งเดินผ่านโดยไม่ได้ให้ความสนใจ พวกเขาช่วยเหลือกันอยู่ตรงนั้น นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่จําได้ในห้องสีดําแดง

ดูเหมือนว่าภายใต้เนื้อหนังที่ปลดเปลื้อง เสื้อผ้าข้างในของเราก็ยังคงอยู่ คนเราไม่ได้กลายเป็นคนไม่มีเงื่อนไข หรือ ‘มั่ว’ ได้ เพียงเพราะแก้ผ้าอยู่ในที่ที่ทุกคนแก้ผ้า สถานะ ชนชั้น ทั้งหมดนั้นของสังคมยังคงอยู่ในเนื้อตัวเราจนหยดสุดท้าย การเปิดเผยร่างกายไม่ได้หมายถึงการปลดปล่อยหรือเปิดใจเสมอไป บ่อยครั้งมันทําให้การแสดงออก กฎเกณฑ์ การตัดสิน หรือ ‘เสื้อผ้า’ ของเราหนักหนากว่าเดิม ไม่นานผมก็พบว่าห้องดําๆ ห้องนี้ไม่ต่างอะไรจากเทศกาลละคร คุณค่าของผมยังมีเท่าเดิม เป็นสัตว์ประหลาดจนๆ ตัวหนึ่ง

ผมใส่เสื้อผ้า เก็บของ บุหรี่หมดก้นหลายมวนก่อนจะกลับไปเผชิญหน้ากับกระจกบานเดิมตรงทางเข้า ทิ้งผ้าเช็ดตัว คืนผ้าเตี่ยวและพวงกุญแจกลับเข้าไปในช่องเดิม คนข้างหลังกระจกพูดขอบคุณออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น

ผมพยายามพูดภาษาอังกฤษกับเขา ‘Can you find me a prostitute?’

เขาไม่เข้าใจว่ากําลังถูกขอให้ ‘หากะหรี่ให้หน่อยได้ไหม’ อย่างสุภาพ

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ประโยคเดิม แปลเป็นภาษาญี่ปุ่น
‘ 私の売春婦を見つけることができますか?’

เขาหัวเราะออกมา แล้วตอบว่า ‘NO.’

5

จําไม่ได้ว่าพิมพ์อะไรลงใน Google ผมเจอเว็บไซต์สามภาษา ญี่ปุ่น อังกฤษ เกาหลี มีสถานที่ให้เลือกตั้งแต่ โตเกียว นาโกยา โอซากา ฟูกูโอกะ และโยโกฮามา ระบุเอาไว้ข้างล่างสุดว่า ‘ออกไปถ้าอายุยังไม่ถึง 18’

เมื่อเลือกโยโกฮามาแล้วเราจะพบกับสารบัญภาพ ‘เพื่อนชาย’ นับร้อย ถ่ายทําอย่างดี ถูกนําเสนอด้วยอุปนิสัยแตกต่างกัน เมนูประกอบด้วย Boys (สารบัญภาพ) Policy (นโยบายของเขา) System (ราคาและข้อตกลง) Photo (ภาพตัวอย่างสถานที่) Access (แผนที่) และ Contact (ช่องทางติดต่อ)

คุณลองดู ถ้ามันเป็นเว็บหลอกลวง พวกเราก็ควรอับอายที่เว็บหลอกลวงของญี่ปุ่นเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายกว่าเว็บราชการของไทย นโยบายต่างๆ ถูกเขียนเอาไว้อย่างละเอียดยิบเป็นสิบๆ ข้อ แบ่งแยกราคายิบย่อยจนเราไม่มีอะไรจะถามเพิ่ม ทิ้งช่องทางการติดต่อสํารองครบถ้วน รับบัตรเครดิต ถ้าเลือกเพื่อนชายสักคนจากสารบัญ เราจะเห็นชื่อ ส่วนสูง น้ําหนัก อายุ ขนาด เพศวิถี (Sexuality) ความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ รวมถึงความยินดีที่จะเป็นรุกหรือรับ (หรือทั้งคู่) มันเป็นเว็บไซต์ที่อ่านไม่กี่นาทีก็เข้าใจได้ทันทีว่าจะต้องทําอะไรต่อไป

อุตสาหกรรมเพศ (Sex industry) ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการค้าประเวณี (Prostitution) ในกฎหมายญี่ปุ่น อย่างแรก ทําได้ อย่างที่สองห้าม อย่างแรกทําได้จนถึงอาบน้ํา แต่อย่างที่สองมีการสอดใส่ (มากหรือน้อยกว่านั้น) นั่นหมายความว่าความเป็นมืออาชีพ การส่งต่อองค์ความรู้ และระบบระเบียบต่างๆ ไหลเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมเพศของญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย มันเติบโตได้อย่างถูกกฎหมาย เว็บไซต์ที่เรากําลังมองอยู่นี้ก็อาจเป็นเพียงประตูแรกของการบริการทั่วๆ ไปที่ไม่มีจุดบกพร่องและต้องเรียบร้อยแบบญี่ปุ่น

แต่การมีข้อห้ามค้าประเวณีที่ต่างจากอุตสาหกรรมเพศแค่สัมผัสเดียว ทําให้เรามองได้ยากว่าขณะไหนที่เรากําลังเป็นผู้บริโภคที่มีกฎหมายคุ้มครอง และขณะไหนที่เราได้กลายเป็นเพียงคนซื้อขายใต้ดิน เว็บไซต์ที่เรากําลังเผชิญหน้าอยู่นี้เป็นกิจการสุจริตหรือวงจรอันตราย ผมพยายามอ่านให้ครบถ้วน

นโยบายข้อหนึ่งของเขาว่า

‘We do not accept asking the boys about the personal information,
real name, address, phone number, e-mail ad, and so on … Moreover;
please, do not tell your own information to the boys.’

‘การถามข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนชาย ชื่อจริง ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์
ที่อยู่อีเมล และอื่นๆ เป็นสิ่งที่เราไม่ยอมรับ มากกว่านั้น โปรดไม่บอกข้อมูลส่วนตัวของคุณเองให้กับเพื่อนชาย’

หมายความว่าอะไร? หมายความว่าทุกอย่างปลอม การมีชีวิตอยู่ในเรื่องแต่งกลายเป็นข้อบังคับของการให้และรับบริการที่นี่ สีขาววาบขึ้นกลางอก ตอนนั้นผมลืมเรื่องความปลอดภัย จริยธรรม และกฎหมาย ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เงื่อนไขของการอาศัยอยู่ในความเป็นจริงในแต่ละที่มันยากเกินไป ผมเป็นทั้งคนจนและสัตว์ประหลาดอยู่แล้วในกรุงเทพ และได้เห็นมันชัดเจนขึ้นจนอ่อนไหวในโยโกฮามา แต่แล้วจู่ๆ ก็มีบริการชนิดหนึ่งมาบอกเราว่าสิ่งเหล่านั้นจําเป็นจะต้องหายไปในขณะที่กําลังใช้บริการ นี่ใช่ความฝันอันฝังลึกของเราหรือไม่ ทุกบางขณะหลังดูหนังจบสักม้วน ทุกบางบรรทัดจากเรื่องราวของคนอื่นในวรรณกรรม เราอยากเป็นอิสระจากความจริงและตัวเอง เราอยากกลายเป็นคนอื่น เป็นอะไรก็ได้ที่ดีกว่า

ผมสอบถามเข้าไปตามไอดีไลน์ที่ให้ไว้ เขาตอบ บอกชื่อเพื่อนชายมาสองสามคนที่พร้อมอยู่ในคืนนี้ ผมตกลงใจกับคนหนึ่ง เขาแจ้งข้อตกลงมาไม่มากไม่น้อย เรานัดหมายกัน เขาขอให้ผมบอกลักษณะการแต่งกาย ท่าทางที่จะทําเป็นสัญลักษณ์เพื่อให้รู้ว่าเป็นผม เรียบร้อยแล้วจึงปักหมุดบอกสถานที่บน Google map แผนที่บอกว่าเดินจากตรงนี้ไปเพียงสิบนาที แถวๆ นั้นเคยเป็นมื้อแรกของพวกเราตั้งแต่มาถึงโยโกฮามา

บางทีผมก็ถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทําไมทุกอย่างถึงดูพอดีเหมือนมีคนเขียนบทจัดวางเอาไว้ให้ หรือเป็นเพียงเพราะผังเมืองและการคมนาคมของญี่ปุ่นดีกว่าไทยมากเท่านั้นเอง บางทีฉากเหล่านี้ก็คล้ายเรื่องราวของคนที่กําลังจะถูกหลอกไปฆ่า ชิงทรัพย์ ทรมานอย่างสาหัส ไต่เต้าไปเป็นยากูซ่า หรือหายไปในโลกประหลาดที่เขาร่ําลือกันว่าซุกซ่อนอยู่ในสังคมญี่ปุ่น แต่สุดท้ายแล้วผมก็ไปตามนัด ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้าง 7-eleven ไม่นานเขาก็มาถึง เดินล้วงกระเป๋าขึ้นมาจากรถไฟใต้ดิน ดูใจดี ยิ้ม สดใสและเรียบง่าย ความเป็นไปได้ประหลาดๆ ก่อนหน้านี้ ผมลืมไปหมด และกําลังจะกลายเป็นลูกแกะ

‘Did you call?’

‘Yes’

ดวงตาของเขาดําใสจนผ่อนคลาย ยิ้มของเขาทําให้ผมยิ้มอยู่ข้างใน คุณอย่าเพิ่งขํา คนเราในเวลาอ่อนไหวมันก็เหลืออยู่เท่านั้น เขาขอดูว่าผมสูบบุหรี่อะไร ทําตาโตแล้วบอกว่าบังเอิญสูบยี่ห้อเดียวกันเลย ‘So sweet!’ เขายิ้มอุ่นและขําเล็กๆ

ผมรู้แล้วว่าเขากําลังทํางานอยู่ แปลกดีที่ความรู้นี้ไม่ได้ทําให้ผมรู้สึกกังวลว่าเขากําลังเสแสร้ง ผมแค่รู้สึกว่าเขากําลังทํางานได้ดีเท่านั้น และเรารู้สึกดีกับเพื่อนร่วมงานที่ทํางานดีๆ ให้กับเรา พวกเราเดินข้ามถนน เขาเอาตัวเองไปเดินฝั่งที่รถวิ่ง โอบไหล่แตะหลังคอยระวังนู่นนี่ พยายามพูดคุยทั้งๆ ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ เดินไม่นานก็ถึงตึกแถว เขากดรหัส เปิดทางให้ผมเดินขึ้นลิฟต์ไปถึงชั้นบนสุด จูงมือผมเข้าไปในห้อง

เขาถอดรองเท้าแล้วหันหัวมันออกไปนอกห้องแบบคนญี่ปุ่น ผมทําตาม เขามองและมีสีหน้าแปลกใจ ‘โอ้!’ ชื่นชมที่ผมถอดรองเท้าแล้วทําแบบนั้นเหมือนกับที่เขาทํา ‘เก่งจังเลย!’ อะไรประมาณนั้น ผมเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ในเกมของเขา และยินดีที่จะเป็นแบบนั้น เขาเดินไปปิดประตู เข้ามาช่วยถอดเสื้อโค้ทออก จัดแจงแขวนเอาไว้ให้เรียบร้อย ตบฝุ่นออกสองสามที ยิ้มให้มัน ดูพอใจในสิ่งที่กําลังทําอยู่

‘Sit here?’ เขาแตะหลังผมเบาๆ แล้วชวนพวกเรานั่งลงบนโซฟา ผมลองแปลบทสนทนาตอนนั้นจากความทรงจํา เขาเริ่มก่อน

: (เงียบ) คุณมาจากไหนเหรอครับ : ผมมาจากแคลิฟอร์เนีย : ว้าว! จริงหรอครับ? ผมก็เคยอยู่แคลิฟอร์เนียเหมือนกันนะครับ เคยไปเรียนที่นั่นด้วย : จริงหรอครับ? ถึงว่าพูดภาษาอังกฤษได้เยอะจัง คุณอยู่แถวไหนเหรอ? : แย่จัง … ผมจําไม่ค่อยได้แล้ว … เรียนไม่นานก็ออกมาก่อนน่ะครับ

: อ้อ นั่นสินะครับ

: อ้อ! คุณชื่ออะไรหรอครับ

: (ผมจําไม่ได้ว่าตัวเองใช้ชื่ออะไร)

: ผมซูซูมุนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ

อ้อ! แล้วมาทําอะไรในโยโกฮามาเหรอครับ

: ผมมาทํางานครับ

: งาน?

: ออ … มาทํางานที่คานากาวาเธียร์เตอร์ตรงโน้นน่ะครับ

: โอ้! จริงเหรอครับ! โรงละครนั่นเลยเหรอครับ?
คุณเป็นนักแสดงเหรอครับ หรือเป็นผู้กํากับ? น่าสนใจมากเลย!

: ผมมาเป็นดรามาเติร์กครับ

: ดรามา … ดรามาเติร์ก?

: มันคือ … เหมือนกับเป็นเพื่อน เหมือนเป็นที่ปรึกษาของผู้กํากับน่ะครับ

: ทีปรื…? หือ?

: อ่า เป็นเหมือน … เหมือน … ครูของผู้กํากับน่ะครับ

: ครูของผู้กํากับ! โอ้ๆ น่าดีใจจังเลย ผมกําลังคุยกับครูของผู้กํากับอยู่เลยนะเนี่ย!

: แหะๆ ครับ

: ผมเนี่ย ผมเองก็เป็นนักแสดงเหมือนกันนะครับ เป็นนักร้องด้วย

: ว้าว จริงเหรอครับ

: ผมใฝ่ฝันอยากเป็นดาราหนังน่ะครับ ตอนนี้ก็กําลังพยายามเรียนรู้อยู่ ทั้งการแสดง ทั้งการร้องเพลง ผมร้องเพลงเก่งมากเลยนะ

: จริงเหรอครับ ดีจังเลย : สักวันหนึ่ง ผมอยากไปแสดงที่คานากาวาเธียร์เตอร์บ้างจังเลยครับ

: โอ … ไฟต์โตะนะครับ! : อา … ไฟต์โตะ! มันเป็นคําเดียวกันกับในภาษาอังกฤษ
เหรอครับ? : อ้า ครับ ไฟต์ติ้ง ไฟต์โตะ ใช้เหมือนกัน : ดีจังเลย เรามีอะไรคล้ายกันหลายอย่างเลยเนอะ : ครับ … ก็ ขอให้โชคดีกับความฝันนะครับ : ครับ!

Photo by: Varis Likitanusorn

ผมจํามันได้ประมาณนี้ บทสนทนาจริงๆ มันเป็นภาษาขาดๆ เกินๆ ของเราทั้งคู่ที่พยายามจะสื่อสารกัน พูดอะไรออกไปก็หวังว่าสิ่งที่อยากสื่อสารจะถ่ายทอดออกไปผ่านน้ําเสียงและท่าทาง ความพยายามที่ต้องใช้มากข้ึนกว่าปกติเล็กน้อยแบบนี้ทําให้บทสนทนาธรรมดาเกิดแรงดึงดูดเกินกว่าที่มันควรจะเป็นอย่างน่าประหลาด เรื่องง่ายๆ กลายเป็นอะไรน่าสนใจไปหมด ช่องว่างและความแตกต่างอย่างเด็ดขาดกําลังมีบทบาทท่ีสดใสเกินคาดอยู่ในบทสนทนาของเรา

คุณจะไม่ดีใจมากนักที่คนไทยฟังคุณพูดรู้เรื่อง คนญี่ปุ่นก็คงจะไม่ชมคนญี่ปุ่นที่ถอดรองเท้าแบบญี่ปุ่นได้ แต่ใครบางคนจะถูกด่าอยู่ในใจถ้าทําไม่ได้อย่างที่ควรทํา บทสนทนาระหว่างเรามี ‘แต้มต่อ’ ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ถึงความแตกต่างอย่างเด็ดขาดจากกันและกัน รับรู้ถึงช่องว่าง และความน่าจะไม่เข้าใจกันเป็นปกติ เมื่อมันคล้ายว่าเราจะเริ่มเข้าใจกันได้นิดๆ หน่อยๆ ช่องว่างเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปรสกลิ่นเสียงไปเป็นโอบกอด การรับรู้ว่าเรากําลังสัมผัสถึงอีกฝ่ายได้ใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ เป็นรางวัลเสมอในการสื่อสาร โอบกอดเหล่านี้เกิดขึ้นได้เมื่อมีช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมเป็นเงื่อนไข และในบางบทสนทนาบนโลก คนบางคนก็กอดกันได้เพียงในช่องว่างเหล่านั้น

‘ความแตกต่างอย่างเด็ดขาด’ หรือ ‘ช่องว่าง’ ที่จะนําไปสู่โอบกอดเหล่านี้ มันอยู่ที่ไหน และคืออะไรกันแน่? มันเกิดได้ขึ้นเพียงระหว่างคนต่างชาติเท่านั้นหรือไม่? แต่คําถามน่าจะเป็น เรากับสิ่งใกล้ๆ ตัวไม่ได้ ‘แตกต่างกันอย่างเด็ดขาด’ อยู่แล้วหรอกหรือ? แต่อะไรทําให้โอบกอดแบบนั้นเกิดขึ้นยากเหลือเกินระหว่างเรากับอะไรที่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้ตัว

ช่องว่างที่มีอยู่แต่ไม่ถูกรับรู้ (เราต่าง แต่เราไม่รู้ว่าเราต่าง) ทําให้เรามีความคาดหวังต่อสิ่งต่างๆ ว่าจะเหมือนกับตัวเอง และตัดสินมันบนมาตรฐานนั้น แต่เป็นไปได้ไหมว่าเราอาจเห็นช่องว่าง ไม่ใช่เพียงระหว่างเรากับสิ่งที่ดูแตกต่างจากเรามากๆ แต่เป็นกับอะไรก็ตามที่อยู่ใกล้ๆ และเป็นไปได้ไหมที่เราจะโอบกอดกับพวกมันใหม่อีกครั้งในนั้น

6

สามเดือนหลังในปี 2018 จนถึงตอนที่เขียนอยู่ ผมมีธุระให้เดินทางประมาณอาทิตย์ละจังหวัด และพบว่า ‘ช่องว่าง’ เหล่านั้นมีอยู่มากเหลือเกินระหว่างร่างกายที่เราคิดว่าเป็นพวกเดียวกันกับเรา ระหว่างวัตถุที่เราคิดว่าอยู่ในความคุ้นชินของเรา ระหว่างบทสนทนาที่เราเข้าใจว่าแสนจะธรรมดา

ผมอยู่ในหมู่บ้านใจกลางหุบเขาสุดขอบแม่ฮ่องสอน เผ่าปกาเกอะญอเป็นเจ้าของบ้านที่นี่ ช่วงที่ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว พวกเราเห็นห้วยน้ําใสไหลเย็น น่าลงไปแช่เท้าเล่นก่อนกลับ

: ห้วยตรงนี้ลงไปยังไงครับพี่?

: อะไรคะ?

: ลงไปยังไงเหรอครับ มันลงทางไหนได้บ้าง

: อ้อ ก็ลงไปเลยค่ะ

: เอ่อ หมายถึง ทางลง มีตรงไหนที่พอจะลงได้ง่ายๆ ไม่ลื่น อะไรแบบนี้ไหมครับ

: อ้อ (เกาหัว) ก็ตรงนั้นก็ได้ค่ะ ต้นมันสําปะหลังน่ะค่ะ

: อ้อ … ต้นมันสําปะหลังเป็นยังไงนะครับ?

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ประโยคง่ายๆ ของเราทั้งคู่ไม่มีความหมายต่อกัน อย่างแรกคือคําถามว่าลงห้วยอย่างไรไม่มีความหมายสําหรับชาวเขา คนกรุงถามหาทางลงที่ออกแบบไว้อย่างสะดวก หรือ ‘บันได’ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ชาวเขาต้องการเมื่ออยากลงเล่นน้ํา ทําไมต้องถามว่าลงยังไง? ตรงไหนลงได้ก็ลงตรงนั้น และลงไปอย่างนั้นแหละ ในขณะที่คําระบุสถานที่อย่าง ‘ต้นมันสําปะหลัง’ ก็ไม่มีความหมายเลยสําหรับคนกรุง พวกเราที่ไม่ได้มีสายตาที่คุ้นชินกับการจดจําสถานที่ด้วยต้นไม้ ต้นมันสําปะหลังบอกทางให้เราไม่ได้เลย

คิดเล่นๆ ว่าช่องว่างแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้เช่นกันเมื่อชาวเขาวัยชราถามวัยรุ่นชาวกรุงว่า ‘อินเทอร์เน็ตเล่นยังไง?’ คําถามนี้กลายเป็นคําถามยาก เพราะมันกว้างขวางจนเหมือนไม่มีความหมายสําหรับวัยรุ่นชาวกรุง อินเทอร์เน็ตก็เล่นอย่างนั้นแหละ อยากเล่นอะไรก็เล่นอันนั้น ทําไมต้องถามว่าเล่นยังไง

ร่างกายของชาวเขาไม่ได้เล็กเตี้ย แต่หัวของพวกเขาไม่เคยชนคานบ้านเหมือนคนกรุงที่เข้าไปอาศัยและส่งเสียงหัวโขกกระทบไม้ทุกนาทีเพราะก้มไม่ทันในเวลาโพล้เพล้ ในขณะที่ความรับรู้เรื่องแสงของคนเมืองอยู่บนหัว เป็นทังสเตนหรือนีออนตลอดชีวิต บ้านไม้ของชาวเขาที่ไม่ติดหลอดไฟบนเพดานจะมีแสงเข้ามาแค่จากด้านข้าง ร่างกายและสายตาของพวกเขาเคยชินกับวิถีชีวิตที่รับแสงจากทิศตะวันออกและตก เคยชินกับการก้มเงยและทํากิจวัตรด้วยแสงเหล่านี้ ตรงข้ามกับคนกรุงที่ก้มเงยอะไรไม่เคยถูกเมื่อไม่มีแสงอยู่บนหัว

ผมพบว่าร่างกายของชาวเขาไม่ได้เบาไปกว่าคนกรุง แต่เท้าของพวกเขาไม่เคยเกรงกลัวการเดินบนพื้นเพิงไม้ไผ่กลางหุบเขา ในขณะที่คนกรุงจะเกร็งทั้งตัวเมื่อต้องยืนอยู่บนนั้นและมองเห็นทั้งหุบเขาอยู่ในร่องไม้ ภาพในหัวมีแต่เท้าของตัวเองที่กําลังจะทะลุลงไปในเหวอยู่ตลอดเวลา แรงเกร็งจากจินตนาการเหล่านั้นเองที่ทําให้คนกรุงมีโอกาสที่จะย่ําไม้ไผ่จนหักทะลุลงไปได้จริงๆ ในขณะเดียวกัน ผมไม่อยากจะนึกว่าชาวเขาจะปวดหัวขนาดไหนเมื่อเดินอยู่ในสยามพารากอน

ดูเหมือนว่าเราจะไม่ได้ต่างกันแค่สําเนียงภาษา แต่ต่างกันกระทั่งทุกวัฒนธรรมในกล้ามเนื้อที่มีอยู่ ตั้งแต่หัวจรดเท้าที่ดูคล้ายกันไปหมด และด้วยภาษาที่เหมือนจะเข้าใจกันได้ ร่างกายและจิตใจของเรากลับมีความหมายร่วมกับสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกันเลย นอกจากนี้เท่าที่พอจะจําได้ ผมยังพบว่าชาวนาทักทายและมองเห็นกันแต่ไกลลิบตา ในขณะที่ชาวเมืองที่ต้องตัวติดกันบนรถไฟฟ้าจะทําเหมือนมองไม่เห็นกัน หูของชาวสวนจับเสียงพูดคุยธรรมดาจากที่ไกลๆ ได้ ในขณะที่คนเมืองไม่ได้ยินสิ่งที่ไม่อยากได้ยินในที่ประชุม คุณลุงคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองกําลังลิ้มรสหวานของแสงแดดผ่านมะม่วง เขาควบคุมความหวานผ่านการสื่อสารกับจังหวะแดดที่ตกกระทบลงบนผลไม้ นิ้วมือของหญิงชราลากแหเล็กหาปลาจนรับรู้ถึงชนิดของปลาได้ผ่านแรงกระตุก

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นช่องว่างที่ดูเล็กน้อยเมื่อมองจากที่ไกลๆ (เช่น แวดวงศิลปะ สายตานานาชาติ) แต่เป็นไปได้ไหมว่าแท้จริงแล้วสิ่งเล็กๆ เหล่านี้กําลังมีบทบาทสําคัญเสมอในการสื่อสารทุกอย่าง ตั้งแต่ระหว่างคุณกับผม ไปจนถึงระหว่างกลุ่มก้อนทางการเมือง ไม่ต่างจากที่คุณภาพชีวิตของแบคทีเรียในลําไส้ของเราจะส่งผลต่อร่างกายและอารมณ์ของเราในเช้าวันนี้ และมันจะเลยเถิดไปกําหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนโต๊ะประชุมในช่วงบ่าย

7

ในบทสนทนาระหว่างเขากับผม คุณจะเห็นว่าทั้งผมและเขาโกหกว่าตัวเองมาจากแคลิฟอร์เนีย และผมยังโกหกที่ว่าดรามาเติร์กเป็นครูของผู้กํากับ ถ้ายังจําได้ นโยบายของเว็บไซต์นั้นยังบอกให้พวกเราใช้ตัวตนสมมติมาเจอกัน ‘การสมมติ’ เป็นอีกอย่างที่กําลังทําหน้าที่เหมือนประกันในความสัมพันธ์ครั้งนี้ มันทําให้ความเสี่ยงที่ความเป็นจริงจะน่ากลัวหายไป

ถ้าเราทํางานอยู่ในโรงละครและเป็นครูของผู้กํากับจริงๆ แล้วก็เพิ่งมารู้เอาในวินาทีสุดท้ายว่าคนที่เรากําลังจะนอนด้วย เป็นนักแสดงที่หวังจะไต่เต้าเข้าไปแสดงในโรงละครนั้น ค่ำคืนนี้จะกลายเป็นอะไรสําหรับเรา? แต่สิ่งน่ากลัวเหล่านี้ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะไม่มีอะไรจริงตั้งแต่ต้น เราต่างรู้ว่าบทสนทนานี้เป็นการให้บริการสําหรับคนหนึ่ง และเป็นการรับบริการสําหรับอีกคนหนึ่ง เบื้องหลังร่างกายสมมติในความสัมพันธ์ครั้งนี้ไม่มีประวัติศาสตร์อะไรให้นํามาคํานวณความเสี่ยง การนําเอาความจริงออกไปทําให้เกิดช่องว่างมหาศาล และในช่องว่างนั้น ร่างกายสมมติของเราจะรักหรือร้าวเท่าไรก็ได้ ความเป็นจริงยังปลอดภัย

เรารู้ว่ามันง่ายกว่าที่จะโกหกพกลมด้วยคําพูด แต่การบิดเบือนความจริงที่เกิดขึ้นกับร่างกายแทบจะไม่ใช่สิ่งที่ทําได้ วิ่งก็เหงื่อออก ใบหน้าตึงถ้าฝืนยิ้ม ตาดําขยายตอนดูหนังผี ร่างกายดูเหมือนจะแสดงออกอย่างเป็นสากลอยู่เสมอ แต่คืนนี้ ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางร่างกายของเราเกิดขึ้น ผมเริ่มตระหนักว่าที่จริงแล้วผมกําลังอ่านตาของเขาไม่ออก

เขาขอให้เราอาบน้ําด้วยกัน ผมยื่นนิ่งเป็นอัมพาต ส่วนเขาดูร่าเริงกระตือรือร้น สอนให้ผมลองใช้น้ํายาบ้วนปากแบบญี่ปุ่น (หรือแบบของเขาก็ไม่รู้) พอทําตามก็ได้รับคําชมอีก ผมผ่อนคลายลงเล็กน้อย ส่วนเขาดูผ่อนคลายอยู่แล้ว แต่ใช่อย่างนั้นหรือไม่? ในขณะที่ผมรู้ว่าร่างกายของผมแสดงออกชัดเจนว่าประหม่า ผมกลับไม่เห็นสิ่งที่ควรจะเห็นจากร่างกายของเขา ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าเขากําลังลังเลหรือต้องใช้ความพยายามที่จะปฏิสัมพันธ์กับผมที่มีร่างกายแบบนี้

คุณเคยได้ยินวลีในเพลงฝรั่งที่ร้องว่า ‘You bring out the best in me’ หรือ ‘คุณดึงส่วนที่ดีที่สุดในตัวฉันออกมา’ ไหม เวลาที่ใครสักคนรักกัน โดยเฉพาะรักกันใหม่ๆ ภาพสะท้อนในดวงตาของพวกเขาจะดีกว่ากันและกันในความเป็นจริงเสมอ พวกเขาจะพบเจอส่วนที่ดีที่สุดของกันและกันที่คนอื่นๆ มองไม่เห็น ภาพสะท้อนเหล่านั้นทําให้เจ้าของเงาเกิดความรู้สึกใหม่กับตัวเองได้ด้วย เพราะบางส่วนที่ดีในตัวเขาเองไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยมองเห็นเช่นกัน แปลกดี ผมมั่นใจว่าคืนนี้ไม่มีความรักหรือความปรารถนาจริงๆ เกิดขึ้น เงาสะท้อนของผมในดวงตาของเขาไม่ใช่ส่วนที่ดีที่สุดในตัวผม แต่มันเป็นอะไรที่ผมไม่รู้จักเลย

ตั้งแต่จําได้ผมก็ไม่อยากจะมองเห็นตัวเองในบางมุมมาโดยตลอด ไม่เคยอยากรับรู้ว่าร่างกายสัตว์ประหลาดของตัวเองมีอยู่จริง แต่เขาคืนสัมผัสอื่นให้กับมัน ร่างกายของผมมีความหมายผกผันในสัมผัสและภาพสะท้อนจากดวงตาของเขา ผมไม่ใช่สัตว์ประหลาด แต่กลายเป็นอะไรที่ยังตัดสินไม่ได้ แปลกดีที่สภาวะแบบนี้ทําให้ผมรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยออกจากสถานะยากจน ไร้คุณภาพ หรือสัตว์ประหลาดที่เคยเป็นมาก่อนหน้า มันเหลืออยู่แต่เพียงร่างกายที่กําลังถูกสัมผัส

ทําไม? น่าจะเป็นเพราะผมอ่านข้อมูลอะไรจากร่างกายและสายตาของเขาไม่ออก มันแตกต่างอย่างเด็ดขาด ไม่เหมือนกับที่เราอ่านคนไทยหรือคนในสังคมเดียวกันออก การพยายามมองหาว่าเขากําลังตัดสินผมอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะผมไม่มีตัวรับสัญญาณที่ละเอียดพอจะรับรู้ข้อมูลเหล่านั้น ตัวรับสัญญาณที่ว่านั้นคือความสามารถที่จะรับรู้ความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่กําหนดทุกหน่วยทั่วทั้งร่างกายของเขาจนประกอบสร้างออกมาเป็นสีหน้า สายตา และความรู้สึกในแบบของเขา ผมไม่อาจมองเห็นและสัมผัสโลกใบที่เขากําลังอาศัยอยู่ได้มากพอที่จะเห็นการสื่อสารที่เป็นข้อมูลที่ละเอียดแบบนั้น ไม่แน่ว่าเขาอาจกําลังสื่อสารอะไรแย่ๆ ออกมาแล้วมากมาย แต่มันกลับหายไปเฉยๆ สําหรับผม และในขณะเดียวกัน สิ่งที่ผมสื่อสารออกไปก็อาจหายไปเฉยๆ สําหรับเขา เหมือนกับที่ต้นมันสําปะหลังไม่เคยมีความหมายในการใช้บอกทิศทางสําหรับคนเมือง

8

คุณคงกําลัง ‘เผชิญหน้า’ กับตัวอักษรเหล่านี้อยู่ คุณอ่านมันเข้าไปผ่านดวงตา จากตัวอักษรกลายเป็นเสียงในหัว เรารับรส ได้กลิ่น มองเห็น และเก็บภาพอยู่รอบๆ ใบหน้า เราหน้าแตก หน้าหนา หน้าบาง และเสียหน้า ความรู้สึกทรงจําสั่งสมประมวลกันอยู่บนนี้มากกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ในชั่วโมงเร่งรีบ แขนขาของเราอาจติดเบียดอยู่กับคนอื่นบนรถไฟฟ้าที่แน่นขนัดได้ แต่ใบหน้าของเราต้องห้ามติดกัน มันคือการปฏิเสธการพบเจอรู้จักมักใคร่เกินไปกับ ‘คนพวกนี้’ ที่ไม่มีประโยชน์ใดๆ ให้รู้จักกันเลย (สําหรับคนเมือง) ใบหน้าในบริบทนี้กําลังทําหน้าที่เป็น ‘นายหน้า’ ของเราที่จะปฏิเสธหรือตอบรับการมีปฏิสัมพันธ์ต่างๆ อย่างเคร่งครัด

เขาเช็ดตัวให้ พาผมนั่งลงบนเตียง กดเปิดเพลงอะไรสักอย่างจากโทรศัพท์มือถือ เขาเริ่มด้วยการประกบใบหน้า เข้ามาอย่างไม่ลังเลถึงความสําคัญของมัน และจูบ

ในประเทศไทย เราปฏิเสธที่จะใช้ลิ้นและริมฝีปากปฏิสัมพันธ์กับคนชั่วข้ามคืน ปากเรากับปากเขาเป็นอวัยวะที่ถูกสงวนเอาไว้เป็นลําดับสุดท้าย การจูบมีราคาแพงหรือไม่ใช่สิ่งที่ ‘มีไว้ขาย’ ในการให้บริการทางเพศ ในความสัมพันธ์ประเภทนี้ เราไม่เคยต้องการคนจริงๆ ที่จะรู้จักและเป็นภาระผูกพัน เราต้องการเพียงวัตถุคลายกําหนัดที่รู้สึกเหมือนร่างกายของคนจริงๆ เท่านั้น ในขณะที่ลิ้น ปาก และใบหน้า เป็นอวัยวะที่มีความหมายมากเหลือเกินในคําอธิบายนี้ของคนไทยแบบผม มันอาจแตกต่างอย่างเด็ดขาดสําหรับเขา นั่นหมายความว่าการจูบของเขาได้กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สําหรับผม ทั้งๆ ที่เขาเองไม่ได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่นั้นเลย

หรือว่าที่จริงแล้วความหมายที่เรามีต่อลิ้น ปาก และใบหน้า จะไม่ได้ต่างกันมากนัก? อาจไม่ใช่ที่นั่น ช่องว่างอาจเกิดขึ้นระหว่างความเข้าใจต่อ ‘การบริการ’ ที่ต่างกันอย่างเด็ดขาดระหว่างคนไทยกับญี่ปุ่น (และคนไทยกับญี่ปุ่นต่อคนชาติอื่นๆ) การบริการของเขาอาจจะเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่าการบริการแบบที่คนไทยเรารู้จัก ปากและใบหน้าที่เขาเห็นว่าสําคัญเท่าๆ กับที่เราเห็น จึงกลายเป็นสิ่งสําคัญที่เขาจะต้องใช้ในการเปิดการบริการ เพราะมันแสดงถึงความจริงใจที่สุดที่เขาจะมีให้กับลูกค้าได้

แต่นอกเหนือไปจากข้อสันนิษฐานเหล่านี้ ความจริงเป็นอย่างไร? ไม่มีใครรู้ และคงจะเป็นอย่างนั้นต่อไป เป็นช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างเรา คืนนั้นจบลง เราสวมกอดเป็นการจากลา ผมไม่เคยและไม่มีวันได้รับรู้อะไรเกี่ยวกับเขาอีก ในเวลาที่กําลังเขียนอยู่นี้ ภาพยิ้มแย้มดูใจดีของเขาได้หายออกไปแล้วจากสารบัญ

9

หลังกลับจากโยโกฮามา ผมพบว่าตัวเองไม่อยากจะเป็น ‘คนใน’ ที่อาศัยอยู่ในวัฒนธรรมของแวดวงศิลปะ การละคร หรือใดๆ อีกต่อไป

ในแวดวงวิชาการไทย นักวิชาการในเมืองหลวงและเมืองใหญ่มักจะถกเถียงกัน เผยแพร่งานในวารสาร ใช้ศัพท์แสงคุ้นหู วนเวียนพูดคุยอยู่กับคนเดิม หัวข้อเดิม และบูชาเทพเจ้าองค์เดิมทั้งที่ตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่ เรากอดกันแน่นอยู่แบบนี้ วงจรเหล่านี้แสดงตัวต่อผมในวัยรุ่นว่าเป็นวัฒนธรรมสากลของ ‘นักวิชาการ’ คนที่ทําหน้าที่สร้างสรรค์ความรู้และแก้ไขปัญหาร่วมกับคนอื่น

ช่วงหนึ่งผมพยายามจะเป็นจะตายให้ตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน จนบางครั้งทําทุกอย่างยกเว้นสร้างสรรค์ความรู้และแก้ปัญหาร่วมกับคนอื่น ไม่กี่วันก่อนจะเขียนจบ ผมเดินออกมาจากศูนย์ฝึกเยาวชนบ้านปราณี ฝนตก ยืนรอ อ่านผังโครงสร้างบุคลากร มีตําแหน่งของคนสองคนเขียนเอาไว้อยู่ข้างล่างสุดของผังว่า ‘นักวิชาการชํานาญการพิเศษ’ ผมขําในใจ สองคนนี้ที่เพิ่งเจอไปเมื่อสักครู่ ทั้งรูปแบบและเนื้องานที่เขาทํา ท่าทีและคําพูดที่เขามี สิ่งที่ผมเห็นทั้งหมดไม่ใช่อะไรที่ใกล้เคียงกับวัฒนธรรมของนักวิชาการในเมืองหลวงและเมืองใหญ่เลย ในขณะที่อาจารย์ในเมืองสร้างบรรยากาศว่าตนเองเป็นฐานที่มั่นของวัฒนธรรมวิชาการ รัฐบาลกลับเรียกคนที่ทํางานต่างจากนั้นว่า ‘นักวิชาการ’ ได้ฉะฉานพอๆ กับพวกเขา และยังคงมีคนอื่นในประเทศนี้ที่เรียกคนในคุณสมบัติอื่นๆ ว่า ‘นักวิชาการ’ หรือ ‘อาจารย์’ เช่นกัน ในขณะที่ ‘อาจารย์ในเมืองใหญ่และเมืองหลวง’ นั่งถกเถียงกันเพียงว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่วิชาการด้วยจินตนาการที่ว่าการถกเถียงนั้นมีอิทธิพลมากมาย แม้แต่คําว่า ‘นักวิชาการ’ สําหรับ ‘นักวิชาการ’ ในรัฐเดียวกัน ความหมายของมันก็ไม่เคยเป็นสิ่งเดียวกันเลย และการถกเถียงที่ยิ่งใหญ่สําหรับคนกลุ่มหนึ่ง เมื่อมองให้เหลื่อมออกไปเล็กน้อย มันก็กลายเป็นการถกเถียงที่ไม่มีอยู่เลย

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นคล้ายๆ กันในแวดวงต่างๆ การฝังตัวเป็น ‘คนใน’ ในวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งมากจนเกินไป การเป็น ‘ใครสักคน’ หรือ ‘อะไรสักอย่าง’ มากเกินไป ทําให้เราไม่สามารถสัมผัสถึงความแตกต่างที่เด็ดขาดได้แม้มันจะมายืนอยู่ตรงหน้า เราเป็นตัวรับสัญญาณที่ไม่อ่อนไหวต่อสัญญาณอื่น และจะรับรู้ถึงสิ่งอื่นผ่านแว่นกรองที่กรองให้โลกทั้งใบหยาบเท่ากับที่วัฒนธรรมของเราให้ความหมายเอาไว้เท่านั้น ไม่ก็ไม่รับรู้ถึงความมีอยู่ของมันเลย เช่น เขาไม่ใช่นักวิชาการอีกแบบหนึ่งที่เราไม่รู้จัก แต่เขาเป็นนักวิชาการปลอม เขาไม่ใช่ศิลปินอีกแบบหนึ่งที่เราไม่รู้จัก แต่เขาเป็นศิลปินปลอม นั่นไม่ใช่สัตว์ชนิดที่เรายังไม่รู้จัก มันเป็นแค่หมาปลอม คนคนนั้นไม่ได้ทะเลาะกับเรา เพราะเขามีเหตุผลที่เรายังไม่เข้าใจ เขาทะเลาะกับเราเพราะเขาเป็นคนเลว ชาวต่างชาติคนนั้นไม่ได้ส่ายหน้าให้เรา ในความหมายที่เราไม่รู้จัก เขาส่ายหน้าให้เราเพราะเขาปฏิเสธเรา สิ่งเหล่านี้คือการมองโลกด้วยแว่นกรองจากแวดวงหรือวัฒนธรรมของตัวเอง ไม่มีการเผื่อใจเอาไว้ว่าอาจมีความแตกต่างกําลังเกิดขึ้นตรงหน้า

เมื่อความแตกต่างอย่างเด็ดขาดถูกตัดสินว่าเป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยแว่นกรองของวัฒนธรรมหนึ่ง ช่องว่างของความไม่ลงรอยก็จะไม่ถูกรับรู้ว่ามีอยู่ และเมื่อไม่มีช่องว่าง สิ่งใหม่ก็ไม่มีอากาศจะหายใจ เราต่างกันอย่างเด็ดขาด หวังว่าคุณจะพบทั้งช่องว่างและโอบกอดในนั้น.